Pages

Sunday, November 14, 2010

ไม่รู้ ฉาก.4

9.30 pm

ในห้องเล็กๆที่รกรุงรังและอากาศข้างนอกเกือบศูนย์องศา

บางทีเขาก็คิดว่า ชีวิตนี้มันอะไรกัน ออกเดินทางตามหาบางสิ่ง แล้วอยู่ๆ ก็หลงลืม ว่าอะไรคือสิ่งที่ตามหา
ชีวิตไม่เคยมีคำตอบให้เขา
เขาเคยคิดว่าเขารู้จักชีวิต เขาเคยคิดว่าเขาคือผู้ควบคุมชีวิต
แต่ชีวิตไม่เคย ยอมตกเป็นของเขา
เขามองออกไปรอบตัว มองผ่านความมืด และความหนาวเหน็บ
ความเย็นชาและเงียบเหงาของโลกภายนอก ไม่ได้ต่างอะไรจากความอึมครึมในหัวใจ
ชีวิตเขาเป็นของใคร แล้วเขาต้องมีชีวิตนี้ไปเพื่อใคร หรือเพื่ออะไร
เขาไม่รู้จะโทษชีวิต ที่เล่นตลกกับเขามากไป หรือ เขาควรจะโทษตัวเขาเองที่ไม่ยอมเข้าใจความเป็นไปของชีวิต
เขาเดินทางมาแสนไกล จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเขาเริ่มออกเดินทางตั้งแต่เมื่อไร
กว่าจะรู้ตัว เขาก็พบว่า ในชีวิตที่ผ่านมาของเขามีแต่การเดินทาง การเดินทางที่เขาแบกเป้ใบหนักอึ้งไว้บนบ่า

เค้าเคยแบกเป้ใบนั้นเดินเท้า เพื่อขึ้นไปบนยอดเขาสูง ที่ตอนนั้น เขาคิดว่ามันสูงเกินกว่ามนุษย์เดินดินอย่างเขาจะไปถึง มันสูงจนเขาเชื่อว่า เขาจะแตะเส้นขอบฟ้าได้ถ้าเขาไปถึง
เขาจำได้ลางๆ ถึงความยากลำบาก สาหัส ที่เขาได้รับกว่าจะไปถึงยอดเขา
แต่ที่เขาจำได้แน่ๆ และยังคงชัดเจนอยู่เสมอ คือความรู้สึกตอนที่เขายืนอยู่บนยอดเขาลูกนั้น
เขายังจำ ทิวทัศน์ ทุกด้านทุกมุม ได้ติดตา ความรู้สึกท่วมท้น ความดีใจ ภูมิใจ
เขาแทบจะไม่เชื่อสายตาว่าเขาได้มาอยู่จุดนี้แล้วจริงๆ ทุกอย่างยังคงชัดเจน
ในตอนนั้น ทุกสิ่งดูเหมือนจะไม่มีความหมาย ความสุข ความทุกข์ ความโดดเดี่ยว ความรัก ไม่ใช่สิ่งที่เขาจะรู้จักอีกต่อไป
กับความจริงที่ว่า เขาไม่ได้สัมผัสเส้นขอบฟ้า ไม่ได้แม้แต่จะใกล้เลยด้วยซ้ำ ก็ยังถูกลืม

เขาพลิกตัวอีกครั้งในความมืด หันหลังให้กับหน้าต่างที่เปิดทิ้งไว้
ยิ้มเยาะในใจ ใครกันจะอยากยืนอยู่บนยอดเขาตลอดไป

เขาเหลือบไปมองเป้ใบใหญ่ที่วางไว้มุมห้อง
ชีวิตเล่นตลกกับเขามากเกินไปแล้ว
แต่ไม่แน่บางทีในฝันคืนนี้ เขาอาจจะได้คำตอบว่าอะไรที่อยู่ในเป้นั้น และอะไรที่เขากำลังออกตามหาอยู่

เขาหลับตาลงช้าๆ....
ใช่สิ เขาก็หวังแบบนี้ทุกคืน




Thursday, October 14, 2010

ไม่รู้ ฉาก.1

11.29 pm
ท่ามกลางความมืด และเงียบสนิท
ในห้องเล็กๆที่รกรุงรัง

เขาเริ่มถามตัวเองอีกครั้ง อีกครั้ง นี่ไม่ใช่ครั้งแรก และคงไม่เป็นครั้งสุดท้าย
คำถามเดิมๆ วนเวียนกลับมา ทั้งที่เขาเองเคยพยายามหาคำตอบให้มันไปหลายครั้ง

คืนที่สามแล้วที่เขาไม่อาจหลับอย่างสงบ
ถ้าไม่ต้องข่มตาข่มใจจนถึงเช้า ก็ล่องลอยอยู่ในโลกเสมือนจริงจนเขาไม่อาจจะคิดว่ามันคือการหลับ
คืนนี้ ก็คงไม่ต่างกัน..

เขาอยากจะเข้าใจ อยากจะเข้าใจ กับความเป็นไปในโลกของความจริง
ทุกๆ เหตุผลที่เคยหยิบขึ้นมา กลับดูไม่มีความหมายและหนักแน่นพอให้เขายอมรับ

เขารู้ว่ามีความขัดแย้งเกิดขึ้น เกิดขึ้นจากจุดกำเนิดเดียวกัน
เขาไม่อาจเข้าใจที่มา ไม่เข้าใจสาเหตุ และไม่รู้ว่าจะหายไปเมื่อไร
แต่เขารู้ รู้ว่ามันอยู่ตรงนั้น..
เวลาที่มือ เท้าและสมองเริ่มชา พร้อมจะหยุดทำงาน แต่ตายังเบิกโพลง
เขารู้สึกถึงขบวนของความคิด ที่วิ่งผ่านเข้ามา

เขาคนเดียวยืนอยู่ตรงกลางระหว่างรางรถไฟที่เชื่อมกันเหมือนใยแมงมุม
ขบวนรถแห่งความคิดวิ่งสวนกันไปมา สลับผลัดเปลี่ยน ไม่มีใครเบรก
ไม่มีรางที่ว่าง ไม่มีสัญญาณไฟ ฉวัดเฉวียน สับสน เหน็ดเหนื่อย

เขาข่มตาอีกครั้ง...

Wednesday, October 13, 2010

ไม่รู้ ฉาก.2

12.17 am
โทรทัศน์ที่เปิดค้างไว้ กับ ไฟที่ยังสว่าง
ในห้องเล็กๆที่รกรุงรัง

พยากรณ์อากาศบอกว่าคืนนี้ จะมีฝนตก เขายังไม่ได้ยินเสียงเม็ดฝนเลยสักเม็ด
นาฬิกาบอกว่าเริ่มวันใหม่ แต่เขารู้ดี นี่เป็นเวลาที่ควรซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่ม
ไม่สิ ยังมีอีกหลายคนที่ยังตื่นเหมือนกับเขา อย่างน้อยก็คนในซีกโลกฝั่งตรงข้าม

คืนที่สี่แล้ว..

ภาพของโลกเก่าจางไป โลกเสมือนจริงหายไปแล้ว (อย่างน้อยก็ตอนนี้)
เขามองโทรทัศน์ตรงหน้า ก้าวข้าม สู่โลกที่สัมผัสได้ (อย่างน้อยก็ตอนนี้) ที่เขาเดาว่าเขาควรอยู่

ข้างในกับสั่นไหว ความรู้สึกหวิวๆก่อตัวอยู่ส่วนลึกสุดในท้อง
การสัมผัสกับความผิดหวัง และ ว่างเปล่า ที่เขาไม่โหยหา ช่างทรมานเสียจริง..

เสียงโทรทัศน์ยังดังอยู่ ภาพในนั้นยังเคลื่อนไหว
ไฟยังเปิดจ้า เขายังคงลืมตา..

Monday, September 20, 2010

บิกินี่ กับ สิทธิสตรีไทย !!

ไม่นานมานี้ เพื่อนสาวคนหนึ่งได้โพสต์รูปใส่บิกินี่ น่ารักน่าชัง เซ็กซี่นิดๆ วับแวม หน่อยๆ ลงใน facebook หลังจากชื่นชมรูปเพื่อนสาว เล็กน้อย แบบไม่ค่อยสนใจเท่าไรแล้ว ก็หันกลับไปชื่นชมรูปของตัวเอง ที่เคยถ่ายเอาไว้เหมือนกัน เข้าไปพินิจ พิจารณา หลงตัวเองอยู่พักใหญ่ ตั้งแต่มี facebook เป็นของตัวเองแล้ว สารพัดสารเพ โพสต์ นู่นโพสต์นี่อยู่แรมปี เรตติ้งก็ยังงั้นๆ พอมีไอ้รูป บิกินี่ อันนี้แหละ เรียกเรตติ้ง ได้แบบทะลุเป้า ทั้ง like ทั้ง คอมเม้นทะลักทะลาย ต้องขอขอบคุณ facebook ที่ไม่ทำปุ่ม dislike ให้คลิก ไม่งั้นอาจมีการทำร้ายจิตใจกันได้

ไอ้ตอนแรก ก็คิดว่า ที่กระแสตอบรับ ถล่มทลาย นั้นเป็นเพราะความฮอตส่วนบุคคลของเรา กดไปดูของเพื่อนสาว กระแสตอบรับก็ไม่น้อยหน้า เลยได้รู้ว่า สิ่งที่ฮอต ไม่ใช่เรา แต่มันคือ "บิกินี่" นั่นเอง
ในตอนนั้น ความคิดที่อยากจะใส่บิกินี่ ถ่ายรูปอวดชาวบ้าน นอกจากจะอยากเรียกเรตติ้งก่อนแก่แล้ว ความคิดตอนนั้นคือ อยากเป็นส่วนหนึ่งที่จะแสดงให้สังคมได้เห็นว่า เราไม่สามารถจะ ตัดสินคนหรือสิ่งต่างๆจาก ภาพลักษณ์ที่เราวาดขึ้นมา หรือ กรอบที่เรายึดติดเอาไว้ เช่น คนมีรอยสัก เจาะหู เจาะปาก ต้องเกเร คนฉลาด เรียนเก่ง ต้องเรียบร้อยเชยๆ คนกินเหล้า สูบบุหรี่ ต้องไม่ดี ผู้หญิงแต่งตัวเซ็กซี่ ต้องแรง อะไรแบบนั้น

หลังจาก เสียงตอบรับของบิกินี่ที่ค่อนไปทางบวก ทั้งของตัวเองและเพื่อนสาว ก็ทำให้รู้สึกขึ้นมาว่า สังคมสมัยนี้ ได้เปลี่ยนแปลงแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ยุคสมัยนี้ ผู้หญิงไม่ได้อยากสวยแบบบาร์บี้ หรือ เก่งเป็นป้าแว่น ไม่ได้อยากดูดีเพื่อเอาใจผู้ชาย แต่มันเป็นยุคสมัย ที่ผูหญิงลุกขึ้นมาสวยแบบ "เริ่ด เชิด หยิ่ง" มีความภาคภูมิใจ มีความมั่นใจที่จะทำให้ตัวเองดูดี เพื่อตัวเอง และพร้อมที่จะก้าวไปแบบเคียงบ่าเคียงไหล่กับผู้ชาย

แต่ไม่ว่า ยุคสมัยจะสนับสนุนสาวเก่ง สาวมั่นยังไง ในสังคมไทยก็ใช่ว่า คำว่า"แรงส์" กับ"บิกินี่" จะหมดไป หรือ การโชวเนื้อหนังมังสาของผู้หญิง (แบบไม่อุดจาด หรือ อนาจารนะ) จะเป็นที่ยอมรับ หรือเห็นดีเห็นงามของสังคมเสมอไป

สิ่งหนึ่งที่ทำให้กระตุกความคิดขึนมาคือ ไม่ว่า โลกจะหมุนไปไกลสักแค่ไหน สิทธิสตรีจะถุกหยิบยก หรือต่อสู้มานานเท่าไร ไม่ว่าเราจะมีผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จ ขึ้นแท่นเป็นผู้นำ เป็น CEO นักการเมือง ออกมามากมายแค่ไหน ไม่ว่าผู้หญิงอย่างเราจะแสดงศักยภาพ และพยายามฝ่าวงล้อมเบียดเสียดขึ้นมาอยู่ในระดับแห่งความเสมอภาคยังไง สิ่งหนึ่งที่ยังคงอยู่เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงมาตั้งแต่ก่อนสุโขทัย คือ การที่สรีระของผู้หญิงถูกมองเป็นเรื่องสัญลักษณ์ทางเพศ

เคยมีรายการหนึ่งทางช่อง abc ชื่อ what would you do จัดฉากขึ้นมา โดยให้พนักงานเสริฟอาหารผู้หญิงแต่งตัวเซ็กซี่เล็กน้อย ถูกลวนลามโดยผู้จัดการร้าน พนักงานสาวพยายามปัดป้อง และหลบเลี่ยง เหตุการณ์ทั้งหมด เกิดต่อหน้าลูกค้าในร้านที่ไม่รู้ว่านี่คือการจัดฉาก ปรากฏว่า จากกลุ่มลูกค้า จำนวน หลายสิบโต๊ะที่เข้ามาใช้บริการและเห็นเหตุการณ์ มีเพียงโต๊ะเดียวเท่านั้นที่ออกตัว ต่อว่า การกระทำของผู้จัดการร้าน โดยที่เหลือส่วนมากให้เหตุผลที่ไม่ยุ่งว่า เป็นเพราะพนักงานคนนั้นแต่งตัวยั่วยวนเอง จึงไม่แปลกที่จะโดนลวนลาม..

"แต่งตัวยั่วยวน จึงไม่แปลกที่จะโดนลวนลาม"............

คำ ผกา นักเขียนชื่อดัง ครั้งหนึ่งเคยถ่ายภาพนู้ด ลงหนังสือ GM เพื่อแสดงจุดยืน ในเรื่องเพศ คำผกาเองมีจุดยืนที่ชัดเจน เกี่ยวกับเรื่องเพศ และ ความสัมพันธุ์ต่อการเมืองและสังคม ความตั้งใจของเธอ คืออยากให้คนในสังคมทบทวนเรื่องของร่างกายกันใหม่ ว่ามันก็เป็นเพียงสิ่งที่ถูกสังคมและประวัติศาสตร์ตีค่าให้ โดยที่ไม่ได้มีความหมายอย่างนั้นอย่างนี้ด้วยตัวมันเอง
การถ่ายนู้ดครั้งนั้นของ คำผกา ถูกวิจารณ์ อย่างหนาหู ถ้าไม่ชื่นชม ก็กรนด่า และแน่นอนถ้าไม่ส่วนมากก็ส่วนใหญ่ เป็นไปในทางลบ บางคนก็ว่า เธอทำเพราะอยากดัง อยากได้เงิน บ้างก็ว่าเธอว่า เรื่องอื่นคิดได้เรื่องอย่างนี้คิดไม่ได้ สารพัดสารเพ หลายคนแสดงความผิดหวัง หมดความเชื่อถือ และไม่อยากอ่านผลงานของเธออีกเลยก็มี ความเห็นที่เป็นไปในทางลบต่อการกระทำของเธอนั้นมาจากเหตุผลเดียว คือ เธอถ่ายนู้ด !
คำ ผกา อาจมี เหตุผล ความเชื่อ อุดมการณ์ ที่น่าสนใจมากมาย ที่ทำให้เธอตัดสินใจทำ แต่ใครจะอยากเข้าใจจุดนั้น ทั้งหมดนั้น จะสำคัญอะไร เมื่อผู้หญิงคนนึงลุกขึ้นมาถ่ายนู้ด ก็ไม่แปลกที่จะถูกประนาม

"เมื่อผู้หญิงถ่ายนู้ด ก็ไม่แปลกที่จะถูกประนาม"...........

สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึง นิยามและความรับรู้ ที่สังคมมีต่อเรือนร่างของสตรีเพศ กำหนดให้ร่างกายผู้หญิงเป็นสัญลักษณ์ของกามารมย์ เป็นสิ่งต้องปกปิด เก็บซ่อน และกลายเป็นความเสื่อม เมื่อเปิดเผยออกมา

ถ้าจะมองแบบชีววิทยา หรือจะมองแบบศาสนา ร่างกายก็เป็นเพียง กายเนื้อที่ประกอบขึ้นมาเป็นรูปร่าง เป็นของปรุงแต่ง มนุษย์เราต่างหาก ที่ไปตีค่าว่ามันต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ยัดเยียดเอา ความหมาย เอาค่านิยมไปใส่ให้มัน
ค่านิยมที่ตีกรอบกำหนดว่า ร่างกายของผู้หญิง คือสัญลักษณ์และสิ่งยั่วยวนทางเพศ
ค่านิยมที่ฝังรากลึก และแม้แต่ผู้หญิงด้วยกันจำนวนมากก็ยังเชื่ออย่างนั้น

ในแต่ละสังคมก็มีกฎเกณฑ์ มาตรฐาน วาระความเหมาะสม ที่รับรู้สืบทอดกันมาไม่เหมือนกัน ในขณะที่ บิกินี่เป็นเรื่องเคอะเขินในสังคมไทย ในสังคมตะวันตก บิกินี่ก็เป็นเรื่องแสนธรรมดา ยิ่งกว่าเสื้อยืดกางเกงยีนส์ จะอ้วนผอม ตึงยาน ก็ใส่ได้ไม่มีข้อจำกัด ถ้าอย่างนั้นผู้หญิงไทยก็ให้หันมาใส่บิกินี่เล่นน้ำ ลุกขึ้นมาแต่งตัววับๆแวมๆเดินเล่น รอบเมือง นักเรียน นักศึกษาให้ใส่ เสื้อฟิตปั๋ง ประลองกำลัง แล้วทำให้มันเป็นเรื่องธรรมดาเหมือนฝรั่ง จะได้เสมอภาคกันไป แบบนั้นก็คงไม่ใช่สิ่งถูกต้อง และยิ่งไม่ใช่ประเด็นของบทความนี้ เพราะนั่นเป็นเรื่องของ ความเหมาะสม กาละเทศะ วัฒนธรรมของสังคม ที่แน่นอนว่าคนในแต่ละสังคมก็ต้องเคารพและปฏิบัติตามกันไป

แต่สิ่งที่อยากให้สังคมได้ลองทบทวนคือ คือมุมมองที่มีต่อเรื่อนร่างของผู้หญิง มุมมองที่สังคมตีกรอบให้ร่างกายผู้หญิงเป็นสัญลักษณ์ทางเพศ เป็นเรื่องน่าอับอาย

ทุกวันนี้ สังคมมีความชัดเจนในการให้ความเสมอภาคแก่ผู้หญิง ทั้งโอกาสทางสังคม การแสดงออกซึ่งความคิด ความสามารถ รวมทั้งการยอมรับในสติปัญญา ศักยภาพ แต่สังคมยังคงแบ่งแยก และไม่มีความชอบธรรมในการตัดสิน กับสิ่งที่เป็นเปลือกนอก อย่างร่างกาย
ทั้งที่ความจริง เรือนร่างของผู้หญิง ก็คือกายเนื้อ ที่ไม่ต่างจากผู้ชาย เจ้าของร่างกายก็ย่อมมีสิทธิชอบธรรมบนกายเนื้อของตัวเอง ที่คนอื่นควรจะยอมรับ และให้เกียรติกับสิทธินั้น
แทนที่สังคมจะสอนแต่ผู้หญิงต้องรักนวลสงวนตัว สังคมควรจะถูกสอนให้รู้จักที่จะเคารพในกายเนื้อของผู้อื่นโดยไม่แบ่งแยกว่าเขาเป็นหญิงหรือชาย ไม่ใช่เมื่อกายเนื้อนั้นเป็นหญิง สังคมก็มีสิทธิ์จะตัดสิน และ ยัดเยียด สัญลักษณ์ทางเพศเข้าไป ให้เป็นเรื่องไม่ถูกไม่ควรตลอดเวลา

ไม่ใช่ว่า เมื่อเท่าเทียมกันคือ ผู้หญิงจะลุกขึ้นมาถอดเสื้อเดินแล้วไม่แปลกอะไร หรือ ว่าผู้หญิงผู้ชาย จะต้องทำอะไรทุกอย่างให้ได้เหมือนกัน
แต่ความเท่าเทียมที่แท้จริง น่าจะหมายถึง การที่ทุกคน ไม่ว่าหญิงหรือชายได้รับความเคารพในสิทธิ และถูกตัดสินจากสังคมได้อย่างเท่าเทียมกัน.

------------------------------------------------------------------------------------------------
Acknowledgement
ฟ้าใส; ที่เป็นแรงบันดาลใจสำหรับบทความนี้
บดินทร์; สำหรับคำแนะนำในรูปแบบการเขียน ที่ดูเหมือนว่า เมื่อเสร็จแล้วจะไม่ออกมาอย่างที่แนะนำศักเท่าไร หะหะ

Monday, August 9, 2010

The Alchemist......Paulo Coelho


The Alchemist เป็นหนังสือที่บอกเล่าเรื่องราวของความฝัน ความเชื่อ ความศรัทธา และปรัชญาแห่งชีวิต ผ่านการเดินทางของเด็กหนุ่มที่ข้ามทวีป ฝ่าทะเลทราย เพื่อตามหาขุมทรัพย์ที่เชื่อว่าถูกซ่อนไว้ที่ปิรามิดในอียิปต์
The Alchemist ไม่ใช่นิยายประเภทที่จะยั่วยุ ปลุกปั่นความรู้สึกของคนอ่าน ไม่ใช่นิยายประเภทซาบซึ้งเรียกน้ำตา หรือจะสะกดความรู้สึกจนวางไม่ลง แต่เป็นหนังสือที่มีการดำเนินเรื่องราบเรียบ บอกเล่าเรื่องราวเก่าๆ ที่ออกจะเลี่ยนๆ อย่าง ความเชื่อ ความศรัทธา พระเจ้า และ พลังแห่งความรัก

แต่ทำไมหนังสือเรื่อยๆ บอกเล่าเรื่องราวเชยๆ เล่มนี้ ถึงได้เป็นหนังสือขายดี อมตะ ได้รับการยกย่องจากนักอ่านทั่วโลกว่าเป็นอัญมณี ที่อาจจะเปลี่ยนความรู้สึกของคนอ่านไปตลอด

Paulo Coelho เป็นนักเชียนขายดี ที่มีผลงานโด่งดังมากมาย สิ่งหนึ่งที่แสดงความเป็นอัจฉริยะของเขาใน The Alchemist ได้อย่างชัดเจนคือ ความคมคาย สวยงาม ในทุกๆประโยคของหนังสือที่พูดถึงความหมายของชีวิต ประโยคเหล่านี้สอดแทรกอยู่ทุกส่วนของหนังสือ ตั้งแต่หน้าแรกๆ ไปจนจบ ความลึกซึ้งของความหมายที่ถ่ายทอดอย่างสุภาพ ทำให้บางครั้งต้องกลั้นหายใจอ่านกันทีเดียว
การบอกเล่าความหมายของธรรมชาติ และปริศนาของชีวิตในรูปแบบสัญลักษณ์ที่ทำให้คนอ่านได้มีโอกาสหยุดคิด และตามหาความหมายที่เป็นของตัวเอง บางช่วงของหนังสือ (โดยเฉพาะบทสุดท้าย) เต็มไปด้วยพลังและปริศนา จนทำให้ผู้อ่านต้องกลับไปอ่านซ้ำแล้วซ้ำอีก เพื่อจะจินตนาการหาความหมายที่ซ่อนอยู่ให้ได้

สำหรับคนที่กำลังเดินทางตามหาความฝันของตัวเอง The Alchemist จะเป็นยิ่งกว่ากำลังใจ และ พลังให้ก้าวต่อไปอย่างเชื่อมั่น เพื่อสร้างตำนานให้กับชีวิต

สำหรับคนที่ไม่เคยมีฝัน หรือคนที่ครั้งนึงเคยฝัน แต่กลับเลือนหายไปตามกระแสของชีวิต The Alchemist อาจทำให้ได้ยินเสียงของหัวใจที่ถูกลืม และมีโอกาสได้ถามมันอีกครั้งว่าหัวใจของเรายังต้องการตามหาเสียงแห่งความฝัน เสียงนั้นอยู่รึเปล่า

แต่สำหรับคนที่เคยประกาศตนเป็น "คนไม่อ่านนิยาย" The Alchemist ถือเป็นนิยายเล่มแรกที่เปิดเส้นผมที่บังภูเขา และเปิดใจให้ได้เห็นความสวยงามของทัศนียภาพอีกแบบที่น่าหลงใหลเช่นกัน

บางส่วนจ่าก The Alchemist...

"At a certain point in our lives, we lose control of what's happening to us, and our lives become controlled by fate. That the world's greatest lie."

"He never realized that people are capable, at any time in their lives, of doing what they dream of."

"I'm afraid that if my dream is realized, I'll have no reason to go on living"

"You must understand that love never keeps a man from pursuing his Personal Legend. If he abandons that pursuit, it's because it wasn't true love..."

"Every search begins with beginner's luck. And every search ends with the victor's being severely tested."

"There is only one thing that makes a dream impossible to achieve: the fear of failure."

"his friend was in pursuit of his Personal Legend. And, when someone was in such pursuit, the entire universe made an effort to help him succeed."





Wednesday, July 14, 2010

การ lost in translation ของสิ่งมีชีวิตเพศชาย

บทความนี้แปลมาจากบทความใน newscientist magazine โดยมีการเพิ่มเติมความเห็นส่วนตัว ให้อ่านกันเล่นๆ ส่วนใครไม่รังเกียจรังงอนการอ่านภาษาอังกฤษยาวๆ แนะนำให้เข้าไปอ่านบทความจริงที่ newscientist.com

บทความนี้ เขาว่ากันด้วยเรื่อง "การสืบพันธุ์"
ไม่ต้องตกใจ ดีใจ หรือ สงสัย ว่าจะเป็นบทความอีโรติก ปลุกใจเสือป่าให้ได้ สวิวกิ๊วกัน เพราะการสืบพันธุ์ที่ว่าไม่ใช่การสืบพันธุ์ธรรมดาแต่เป็น การสืบพันธุ์ขั้นพิสดาร "Nature's weirdest sex lives"

หากจะสื่อความหมายของการสืบพันธุ์ในแบบของมนุษย์แล้ว คงจะซับซ้อนเกินเลย มากกว่าจะเป็นแค่การสืบเพื่อขยายเผ่าพันธุ์ ในขณะที่การสืบพันธุ์ในโลกของสัตว์นั่น ถูกมองเป็นเรื่องพื้นฐานง่ายๆมานาน

ตัวเมียพบตัวผู้ --- ตัวผู้พยายามดึงดูดความสนใจตัวเมีย --- ปล่อยน้ำเชื้อ --- ลาจากกัน

แต่ในบางเผ่าพันธุ์ การสืบพันธุ์อาจสลับซับซ้อน วุ่นวายกว่าที่เราคิด บางครั้ง พิสดารจนทำให้ ฉากรักของมนุษย์เป็นเพียงนิยายฉากเก่าที่ฉายซ้ำซากไปเลย

ผู้เข้าประกวด sex พิสดารเรื่องแรก คือ "sex ถวายหัว" ของ ตั๊กแตนตำข้าว

โดยทฤษฎีแล้ว "Mantis" (dictionary แปลว่า ตั๊กแตนตำข้าว) ตัวผู้จะออกล่าสวาท ด้วยการกระโดดขึ้นไปเกาะให้แน่นบนหลังตัวเมีย ก่อนจะปล่อยน้ำเชื้อ เสร็จสำราญใจก็กระโดดจากไป หาหลังลงจอดใหม่ แต่นั้น..เป็นเพียงทฤษฎี...! เพราะภาคปฏิบัติมักต่างกันโดยสิ้นเชิง ตัวผู้ส่วนมากพบปัญหา ลื่นจากหลังตัวเมียขณะผสมพันธุ์ และนั่นทำให้หัวของมันยื่นออกไปพอดีที่ขากรรไกรของตัวเมีย และตรงนั่นเองที่มันถูกปลิดชีวิต ด้วยการถูกกัดหัวขาดโดยตัวเมียที่ผสมพันธุ์กันอยู่ การถูกกินหัว ในระหว่างผสมพันธุ์ คงไม่ใช่เรื่องน่าพิสมัยเท่าไร ต่อให้จะเป็น mantis พันธุ์ซาดิสท์ก็ตาม ตัวผู้ จึงต้องมีการประเมินความเสี่ยง ชั่งใจระหว่าง "ความอยากผสมพันธุ์" กับ "ความอยากมีชีวิตอยู่" นักวิทยาศาสตร์ เดาว่า mantis ตัวผู้จะประเมิณจาก ความ aggressive ของตัวเมีย และอายุของตัวมันเอง รวมทั้งความคาดหวังที่จะปล่อยน้ำเชื้อมากกว่าหนึ่งครั้ง เรียกได้ว่า วัวแก่อย่าหวังเคี้ยวหญ้าอ่อน ในโลกของ mantis

แต่สำหรับตัวเมียแล้ว การกินหัวตัวผู้ ไม่ใช่เพื่อประกาศศักดิ์ศรีความยิ่งใหญ่ของเพศเมีย แต่หมายถึง สารอาหารขั้นสุดยอดที่จะได้รับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ช่วงอาหารขาดแคลน และไม่มีอะไรตกถึงท้องมาสักพัก ที่สำคัญ การสูญเสียหัวของตัวผู้ หมายถึงการสูญเสียระบบประสาทที่จะสั่งให้หยุดการผสมพันธุ์ ในขณะที่ระบบประสาทกระตุ้นการผสมพันธุ์นั่นอยู่ที่ส่วนท้อง การผสมพันธุ์หลังจากสูญเสียหัวแล้ว จึงเป็นการผสมพันธุ์ขั้นสมบูรณ์แบบ ที่ตัวเมียได้รับ "ทุกอย่าง" ครบถ้วน...........

ในขณะที่ mantis ตัวเมีย กินตัวผู้ระหว่างการมี sex ผู้เข้าประกวด sex พิสดารลำดับต่อไป เป็นเจ้าแม่ ที่มีฮาเร็มของตัวเองอยู่ในมดลุก "The green spoonworm" ซึ่งมีชื่อเป็นทางการว่า Bonellia viridis เริ่มต้นชีวิตด้วยการเป็นลูกน้ำลอยอยู่ในทะเล จนเมื่อมันสัมผัสพื้นทะเล ใช้เวลาหลายปีโตเป็นหนอนตัวเมียขนาดยาวกว่า 10 cm ในขณะที่ลูกน้ำบางส่วนที่พลาดพลั้งไม่ตกลงพื้นทะเล มาตกอยู่บนหลังตัวเมียเหล่านี้ ตัวเมียจะปล่อยสาร เรียกว่า bonellin เปลี่ยนลูกน้ำนั้นเป็นตัวผู้ที่มีขนาดเล็กกว่า หนอนน้อยช้อนเขียวตัวผู้จะคลานเข้าไปในปากตัวเมีย ก่อนจะไถลไปอาศัยอยู่ในมดลูก ตัวผู้จึงเป็นเหมือนกาฝากในตัวเมีย ไปไหนไปกัน กินไรกินด้วย แต่ตัวเมียเองก็ได้ประโยชน์ เพราะผสมพันธุ์กันในตัวเสร็จสรรพ์ ไม่ต้องออกไปแย่งหาตัวผู้ให้ยุ่งยาก ว่ากันว่าในตัวเมียหนึ่งตัว อาจมีตัวผู้อาศัยอยู่ได้ถึง 20 ตัว

ในขณะที่ B. viridis กลืนกิน หลอมรวมคู่ชีวิตไว้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน สัตว์บางชนิดกลับไม่เห็นความจำเป็นของการมี sex

Aphid หรือ เพลี้ย ผสมพันธุ์กันแค่ปีละครั้ง!

ความจริงแล้ว เพลี้ยตัวเมีย สามารถจะออกลูกออกหลานด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องมีการผสมพันธุ์ โดยใช้หลักการโคลนนิ่ง แต่แล้วทำไมมันถึงต้องมาพบปะ จับคู่เสพสมกับตัวผู้ ปีละหนึ่งครั้ง เหตุผลไม่ใช่เพราะความหว้าเหว่ หรืออะไร แต่เพราะมีสิ่งที่เพลี้ยตัวเมียต้องการจากตัวผู้ นั่นคือ infectious sex การผสมพันธุ์ของเพลี้ยเป็นไปเพราะตัวเมียต้องการติดเชื้อแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์บางชนิดจากตัวผู้ เป็นแบคทีเรียที่จะช่วยย่อยอาหาร หรือ ช่วยกำจัดพยาธิที่เป็นอันตรายต่อเพลี้ยเอง ซึ่งเมื่อได้รับเชื้อโรคนี้จากตัวผู้แล้ว ตัวเมียจะสามารถถ่ายทอด แบคทีเรียเหล่านี้ไปให้ทายาท ลูกหลานเหลนโหลน อีกรายรุ่น โดยไม่จำเป็นต้องมาติดเชื้อใหม่ เพราะฉะนั้น sex แค่ปีละครั้งก็พอเพียงแล้วสำหรับตัวเมีย

เรื่องการออกลูกออกหลานโดยไม่ต้องผสมพันธุ์นั้นไม่ใช่จะมีแต่ในสัตว์วิวัฒนาการล่างๆแบบเพลี้ยเท่านั้น การขยายเผ่าพันธุ์แบบไม่ต้องมีการผสมพันธุ์นั้น เรียกว่า parthenogenesis เป็นการที่ไข่ที่สร้างขึ้นในตัวเมีย เกิดผสมกันเองกับ by product ที่เหลือจากการสร้างไข่นั้น

เหตุการณ์นี้ ถึงแม้จะเกิดขึ้นน้อยมากแต่ก็มีรายงานว่าเกิดขึ้นใน สัตว์เลื้อยคลาน และนก เช่น ไก่งวงบางชนิดที่ถูกแยกจากตัวผู้เป็นเวลานาน เกิดมีลูกเจี๊ยบออกมาแบบไม่ต้องมีพ่อ ด้วย parthenogenesis อย่างไรก็ดี ลุกที่เกิดจาก Parthenogenesis มักผิดปกติและมีอัตราการตายสูง

การมีลูกโดยปราศจาก sex จึงเป็นอีกเรื่องพิสดารที่เกิดขึ้น

bamboo shark สองตัวใน The Field museum ที่ Chicago เกิดออกมาจากแม่ฉลามที่ไม่เคยอยู่ร่วมอ่างกับตัวผู้ จากผลการตรวจสอบยืนยันความบริสุทธุ์ และไม่เคยผ่านมือชายของแม่ฉลาม ลูกฉลามทั้งสองตัวที่เกิดจาก parthenogenesis ตอนนี้ ห้าขวบแล้วและยังแข็งแรงดี ความสามารถขยายเผ่าพันธุ์ ในสภาวะที่ไม่มีตัวผู้อยู่ของฉลามนั้นอาจเป็นสาเหตุหนึ่งให้มันอยู่รอดปลอดภัยบนโลกใบนี้ มากว่า ร้อยล้านปี

เรื่องของแม่ฉลามพรหมจรรย์ ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า วันหนึ่ง วิวัฒนาการแบบนี้ อาจจะก้าวข้ามมาสู่สัตว์ชั้นสูง อย่างลิง และมนุษย์ในที่สุด เมื่อโลกเข้าสู่ภาวะขาดแคลน ประชากรเพศชายสูญหาย เนื่องจากเปลี่ยนเพศไปเป็นหญิงหมด ถึงตอนนั้น มนุษย์ ผู้หญิงอาจจะมีวิวัฒนาการ ท้องขึ้นมาเองได้โดยไม่ต้องมีพ่อ หรืออาจจะปรับตัวโดยการเปลี่ยนไปเป็นเพศชายเสียเอง

ความเป็นไปได้ของการเปลี่ยนเพศไปมาไม่ใช่จะขำๆ ในอาณาจักรสัตว์ เพราะสัตว์หลายชนิดประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนเพศ โดยไม่ต้องพึ่งมีดหมอ เช่น ผึ้ง และปลาบางชนิด แต่สัตว์ที่น่าสนใจ โดยใช้การเปลี่ยนเพศเป็นการรักษาเผ่าพันธุ์ คือ "Mushroom coral" (ย้อนกลับไปวิชา สปช สลน กพอ ที่เคยเรียน ปะการังที่หน้าตาเหมือนกิ่งไม้ มีสถานภาพเป็นสัตว์) ในภาวะที่สิ่งแวดล้อมไม่เป็นใจ เช่นอุณภูมิในน้ำทะเลสูงขึ้น จนปะการังชนิดอื่นตาย mushroom coral มีชีวิตอยู่ได้ด้วยการเปลี่ยนเพศไปเป็นตัวผู้ ไม่ใช่เพราะเพศผู้เป็นเพศที่มีความแข็งแรง สามารถฝันฝ่าสภาพความกดดันไปได้ แต่เป็นเพราะการเป็นตัวผู้นั่นมันง่ายและสบายกว่า ในการผลิตไข่นั่น สูญเสียพลังงานมากมายกว่าการผลิตสเปิร์ม ปะการังเห็ดจึงใช้วิธีเปลี่ยนไปเป็นเพศชายเพื่อเป็นการประหยัดพลังงานนั่นเอง เมื่อ สภาพแวดล้อมกลับสู่ปกติ mushroom coral ตัวไหนจะเปลี่ยนกลับมาเป็นหญิงบ้างก็ขึ้นกับประชากรรอบตัว เพื่อให้มีโอกาสในการผสมพันธุ์มากที่สุด

parthenogenesis แสดงให้เห็นว่า อสุจิไม่ใช่สิ่งจำเป็นของการดำรงเผ่าพันธุ์ แล้วถ้าประโยชน์อันน้อยนิดอย่างเดียวที่คุณมีต่อเผ่าพันธุ์ คือ อสุจิ คุณก็มีโอกาสสูงที่จะถูกมองข้าม หรือ อาจจะถูกลบออกไปจากเผ่าพันธุ์ เช่น มดคันไฟ

ในขณะที่ราชินีมดและลูกๆผู้หญิงทำงานอย่างหนัก เพื่อขยายอาณาจักร มดคันไฟตัวผู้มีหน้าที่เพียงอย่างเดียว คือผสมพันธุ์ และนั่นไม่ได้ทำให้มันกลายเป็นราชา! ไข่มดถูกวางโดยราชินีมดที่เกิดจากการโคลนนิ่งจากราชินีมดตัวก่อน ไข่ที่ตัวผุู้ผสมจะกลายเป็นมดตัวเมียที่เป็นหมัน ในขณะที่มดตัวผู้เกิดจากไข่เปล่าทีไม่มีสารพันธุกรรมใดใดของราชินีมดอยุ่ (แต่บังเอิญถูกผสม)

เมื่อเป็นอย่างนี้ มดตัวผู้จึงไม่มีสิทธิฝากฝังพันธุกรรมใดใดของตัวเองลงไปในลูกหลานมด เรียกว่าไม่มีลุกหลานที่เป็นเลือดเนื้อเชื้อไข และถุกตัดออกไปจากวงจรการวิวัฒนาการอย่างสิ้นเชิง ในขณะที่เราเรียกมันว่า" มดตัวผู้" มดตัวเมียอาจไม่ได้มองว่ามันเป็น "มด" เลยก็ได้

ชีวิตรักที่แปลกประหลาดเหล่านี้ แสดงถึงการเลือกสรรค์ของธรรมชาติเพื่อดำรงและรักษาเผ่าพันธุ์ ตัวอย่างของมดคันไฟ ทำให้สะกิดใจว่า การมีจำนวนน้อยกว่า ไม่ได้ทำให้มีอำนาจต่อรองเหนือกว่า หรือเป็นที่ต้องการเสมอไป ทฤษฎี demand/supply จึงใช้ไม่ได้ เมื่อคุณเป็นเพียง "อสุจิเดินได้"...

บทความที่มา :

Curious Liaisons: Nature's weirdest sex lives

06 July 2010 by Michael Brooks

Magazine issue 2767. Subscribe and save




Friday, June 18, 2010

ไม่รู้ ฉาก.3

6.00 am.
แสงแดดส่องทั่วห้อง นกร้องเซ็งแซ่
บนพื้นในห้องเล็กๆที่รกรุงรัง

เพราะความฝันเมื่อคืน ทำให้เขาว้าวุ่นถึงขีดสุด รู้ดีว่า วันนี้ทั้งวันต้องเตรียมรับมือกับความแปรปรวนในช่องท้องที่จะเกิดขึ้น เขาไม่รู้ว่ามันคืออะไร รู้แต่เขาไม่ชอบความรู้สึกนี้ ความรู้สึกที่เหมือนมีคลื่นยักษ์มาซัดกระทบฝั่งซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่ใจกลางตัวเขา ตรงกลางที่เขาเดาว่าน่าจะเป็นแถวช่องท้อง

ความรู้สึกหนึ่งที่เขาเก็บมันไว้ เก็บไว้จนลืมไปว่ามันมีอยู่
เพราะความฝันนั่น ที่ทำให้เขากลัว
ความฝันที่ก่อคลื่นยักษ์ในตัวเขา ความฝันที่จะมาเปิดประตูให้ความรู้สึกที่เขาทั้งซ่อนทั้งขังมันไว้ได้ออกมา ความรู้สึกที่เขาไม่ยอมรับว่ามีอยู่

เขาเป็นกูรู เป็นศิลานีผู้ไขปัญหารัก คนรอบข้างหากไม่บอกก็มองเขาเป็นแบบนั้น
แต่เขารู้ดี เขารู้อยู่เต็มหัวใจ แม้ไม่เคยพูดออกไป คนพวกนั้นไม่รู้จักเขาสักนิดเดียว

เขาไม่รู้จักความรัก เขาอาจจะเคยรู้จักนานมาแล้ว แต่เขาก็ไม่แน่ใจว่ามันคือความรัก ที่รู้ก็คือ เขาไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับความรักหลงเหลืออยู่เลย ความรักสำหรับเขา คือคนแปลกหน้าที่ไม่มีตัวตน

ภายใต้ บุคลิกที่ดูสดใสและแววตาแห่งความเชื่อมั่น
เลยหัวใจลึกเข้าไปตรงกลางช่องท้อง เขาคิดว่ามีบางอย่างในตัวเขาที่หายไป บางอย่างที่เขาไม่รู้ว่าคืออะไร
เหลือไว้แต่หลุมลึก ที่เขาไม่รู้มันเกิดขึ้นเมื่อไร รู้แต่ว่า ช่วงเวลาเดียวที่หลุมนั้นจะถูกกลบได้
คือ ห้วงเวลาที่เขาอยู่ในความฝันนั้น

ความปั่นป่วนเพิ่มขึ้นทุกที เมื่อเขาเริ่มจะรู้ว่า ความฝันนั่นไม่เพียงแต่กลบหลุมดำในตัวเขา แต่มันบังคับ บังคับให้เขาต้องยอมรับความจริง ความจริงที่เขาปิดไว้จนไม่มีใครเห็นแม้แต่ตัวเขาเอง ความจริงที่ว่า เขารู้ดี รู้ว่าหลุมนั้นเกิดเมื่อไร และอะไรที่มันหายไปจากตัวเขา....

เขาลืมตา หัวเราะที่มุมปากเบาๆ
ความรัก สำหรับเขานะเหรอ ก็แค่คนแปลกหน้า ที่เดินสวนกัน และไม่มีวันจะเอ่ยคำทักทาย...

Thursday, June 17, 2010

The Old Man And The Sea..by Ernest Helmingway


เรื่องราวของชาวประมงแก่ที่ไม่ยอมจำนนต่อโชคชะตา ชายแก่ที่หัวใจยังคุกรุ่น และไม่เคยสัมผัสการยอมแพ้ The old man and the sea หนึ่งในผลงานคงกระพันของ Ernest Helmingway ถูกเขียนขึ้นในปี 1952 และยังคงได้รับการอ่านอย่างต่อเนื่องจากหนอนหนังสือทั่วโลกจนถึงปัจจุบัน

หลังจากไปยืนจดจ้องอยู่ที่ชั้นวางหนังสือของร้าน Borders อยู่ครึ่งชั่วโมง ก็ตัดสินใจหยิบเล่มนี้กลับบ้าน ด้วยเหตุผลเดียวว่า มันบางที่สุดในบรรดาหนังสือทั้งหลายของ Helmingway ที่วางขายอยู่ตอนนั้น ด้วยความกลัวว่า ชื่อ ernest Helmingway กวีอัจฉริยะแห่ง era อาจจะลึกซึ้งเสียจนความเข้าใจไปไม่ถึง หลังจากดองอยู่บนชั้นสักระยะ ก็ได้โอกาสหยิบมาอ่าน แล้วก็พบว่า ไม่ได้อ่านยากอย่างที่คิด แค่ระหว่างการนั่งเครื่องไปกลับไม่กี่ชั่วโมงก็ทำให้จบมันได้ไม่ยาก แถมทำให้การนั่งรอเครื่องกลายเป็นความหรรษา อยากจะต่อเวลาให้เครื่องบินดีเลย์ด้วยซํ้า

The old man and the sea เป็นวรรณกรรมที่เขียนขึ้นด้วยภาษาเรียบง่าย สั้นๆ ตรงไปตรงมา ไม่มีอะไรเยิ่นเย้อ หรือกำกวมให้ต้องตีความลึกซึ้ง แต่แต่ละบรรทัด กลับแฝงไว้ด้วยอารมณ์ ความหนักแน่น และดึงดูดให้ติดตาม บรรยายเรื่องราวการผจญภัยของชายแก่ในท้องทะเล ที่ไล่ล่าปลายักษ์อย่างไม่ยอมแพ้ เป็นหนังสือที่อ่านไม่ยากสำหรับคนที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษมาจากท้องแม่ (อย่างข้าพเจ้า เป็นต้น) ความอัจฉริยะของหนังสือเล่มนี้จึงไม่ใช่ความวิจิตร ลึกซึ้งของภาษา แต่เป็นความเรียบง่าย คมคาย ที่ทำให้เห็นว่า คำศัพท์ธรรมดา ในภาษาธรรมดา ก็ฟังดูเท่และให้พลังได้

"pick from shelves" มาแนะนำ ให้เป็นของยามว่างสำหรับคนที่นึกอยากรู้ว่า วรรณกรรมของศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ระดับโลกจะเป็นยังไง แต่ยังไม่อยากปวดหัว จนอ่านไปเปิด dictionary.com ไป (อาจจะต้องมีเปิดบ้าง ถ้าอยากรู้คำศัพท์เกี่ยวกับการประมง แต่ถึงไม่รู้ก็อ่านได้โดยไม่รำคาญใจ)


บางส่วนจาก The old man and the sea

“Every day is a new day. It is better to be lucky. But I would rather be exact. Then when luck comes you are ready…”

“Take a good rest, small bird. Then go in and take your chance like any man or bird or fish.”

“ Let him think I am more man than I am and I will be so.”

“ He was comfortable but suffering although he did not admit the suffering at all.”

“But man is not made for defeat” “A man can be destroyed but not defeat.”

ข้อความจาก (500) days of summer; “It is not a love story. It’s a story about love”

500 days of summer : เมื่อความรักถูกเล่าอีกครั้ง

ปกติเวลาที่ดูหนัง ประเภท รัก โรแมนติก ทั้งหลาย ถ้าไม่ต้องปาดน้ำหูน้ำตา ก็อาจจะยิ้มแก้มแตกเดินออกจากโรง แต่แค่เข้าห้องน้ำ ล้างมือ ก็เหมือนล้างความรู้สึกต่อหนังออกไป วิ่งแจ้นไปชอปปิ้งต่อ ทิ้งความซาบซึ้งประทับใจทั้งหลายไว้เพียงหน้าโรง เพราะอะไร ? เพราะหนังรักโรแมนติกส่วนมาก เป็นเรื่องราว ซาบซึ้ง ชวนฝัน ที่ไม่มีวันเกิดขึ้นจริง หรือถ้าจะเกิดก็เรียกว่า ความน่าจะเป็นต่ำเหมือนถูกรางวัลจากหวยบนดิน ความรู้สึกต่อหนังพวกนี้ จึงไม่อาจจะอินจับเข้าไปถึงใจ หรือแม้จะไปถึงแล้วก็ไม่ได้มีแรงมากพอ ที่จะตรึงอยู่ได้นาน..

แต่สำหรับ หนัง 500 days of summer ให้ความรู้สึกที่ต่างออกไป
ตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่มีภาวะยิ้มบานฉ่ำ และไม่มีบทเศร้าที่เรียกน้ำตาได้สักหยด (อย่างน้อยจากเรา) แต่สิ่งที่เกิดขึ้น คือรอยยิ้มเบาๆ เป็นรอยยิ้ม เดียวกับเวลา นึกถึงความทรงจำเก่าๆ ที่สวยงาม และความปั่นป่วนในช่องท้อง ที่เกิดขึ้นเวลานึกถึงความหลังอันเจ็บปวด

การจำลองโลกของหนัง ให้เหมือนโลกแห่งความเป็นจริง ที่ทุกคน ไม่ว่าใคร ต่างก็อาจจะเคยตกอยู่ในสถานการณ์ ของ Tom หรือ Summer ทำให้ความรู้สึกของตัวละครฝังอยู่ในความรู้สึกได้ยาวนาน อีกแง่หนึ่งคือ หนังเป็นเหมือน Time machine ที่พาให้ย้อนกลับไปมองประวัติศาสตร์ความรักที่ผ่านมาของตัวเอง ในมุมที่มีความคิดของอีกฝ่ายให้สัมผัส เป็นมุมที่ตอกย้ำให้เข้าใจ ในสิ่งที่เราอาจจะไม่เข้าใจในเวลานั้น

ฉาก ทอม เต้นรำ ร้องเพลง ไปตามถนน มองเผินๆ อาจดู เหมือน หนัง Musical แฟนตาซี ที่เกิน ชีวิตจริง แต่จริงๆ ไม่เป็นฉากที่เกินเลยเลย เพราะความรู้สึกของทอมก็ไม่ต่างอะไรกับความรู้สึกของคนที่นอนกอดโทรศัพท์ กลิ้งไปกลิ้งมา จ๊ะจ๋ากันข้ามคืน เป็นฉากที่ เรียกความทรงจำของความเบ่งบาน และความสุขของการตกหลุมรัก ที่ไม่ว่าจะผ่านความรู้สึกนี้มานานเท่าไร ฉากนี้ก็กระตุ้นหัวใจให้กลับไปสัมผัสอีกครั้ง

ในขณะที่ ความรักของทอมยังล้นปรี่ ซัมเมอร์กลับไม่มีความรู้สึกอะไรหลงเหลือ ความหวังของทอม ที่ฝันให้ความสัมพันธ์กลับมาเป็นเหมือนเดิม สวนทางกับความเป็นจริงสิ้นเชิง สิ่งหล่านี้ก็ ไม่ต่างอะไรกับโลกแห่งความเป็นจริง ที่บรรดาร่างจำลองของ ทอม ทั้งหลายต้องยกมือยอมรับว่าเคยผ่านมาแล้วทั้งนั้น ยิ่งเห็นสายตาเย็นชาของซัมเมอร์ ความรู้สึกจี๊ดๆ เข้าไปในช่องท้องก็กลับมาแบบไม่ต้องรู้ตัว

หลังจากดูหนังจบ มีข้อความและคำถามมากมายที่ถูกส่งเข้ามาในความคิด ไม่ว่าจะเป็นทัศนะคติ และรูปแบบของความรัก คำถามเรื่องความรักและโชคชะตา ในขณะที่หนัง มี Tom และ Summer ที่ รับบทบาทของตัวเอง แต่ในชีวิตจริง วันนึงเราอาจต้องเล่นเป็น ทอม ในขณะที่วันต่อมากลายเป็น ซัมเมอร์ สิ่งที่ทอมและซัมเมอร์บอกคือความรัก ไม่ใช่สิ่งตายตัว ไม่มีคำว่าผิดหรือถูก อาจจะเป็นเรื่องของโชคชะตาหรือไม่ใช่ ความรักอาจจะเป็นอะไรแบบไหนก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าเรากำลังเล่นเป็นใคร ในวันที่ เป็นทอม เราจะไม่มีวันเข้าใจว่า ทำไมความรักที่ให้ไปจึงไม่ได้รับการตอบแทน แต่เมื่อเราเป็นซัมเมอร์ เราจะเข้าใจว่า บางครั้งรักที่ได้ก็ไม่อาจเติมเต็มหัวใจที่ตามหา ถึงแม้หนังจะแสดงให้เห็นความเจ็บปวด บีบเค้น ที่ความรักสร้างกับทอม หรือ ความเย็นชาของซัมเมอร์ที่ไม่เห็นคุณค่าในความรัก แต่สุดท้าย หนังก็ไม่อาจปฏิเสธ ความสวยงามของความรัก เมื่อคนเย็นชาได้เติมเต็มสิ่งที่ตามหา และ กลับมาเชื่อในโชคชะตาแห่งความรัก ส่วนคนเจ็บปวด ได้เรียนรู้โลกความจริง และเริ่มต้นเยียวยาหัวใจด้วยความรักครั้งใหม่ ทอมและซัมเมอร์มีคำตอบที่ต่างกัน กับคำถามที่ว่า ความรักต้องออกไปตามหา หรือ รอให้ฟ้าส่งมา แต่จะสำคัญอะไร เพราะสุดท้ายไม่ว่าจะเชื่อแบบไหน ทั้งทอมและซัมเมอร์ก็พบข้อสรุปในความรักแบบเดียวกัน.

ขอให้รักบังเกิดในหัวใจที่ตามหา :)

--------------------------------------------------------------------------------------------------------

(500) days of Summer was written by Scott Neustadter and Michael H. Weber, directed by Marc Webb, produced by Mark Waters, and stars Joseph Gordon-Levitt and Zooey Deschane, released in US on August 7, 2009.

Saturday, May 22, 2010

เมื่อ"ความเชื่อ" นำทาง "การรับรู้" ; Living in Denial




ได้มีโอกาสอ่านบทความหนึ่งใน website ประชาไท แค่เห็นชื่อ web ก็ทำให้คิดว่า บทความนี้คงจะมีสีแดงติดอยู่ ทำให้นึกขึ้นมาว่า บทความแบบนี้ จะมีคนที่ต่อต้านการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงอ่านบ้างมั้ย เชื่อเถิดว่าคงมีน้อยคนนักจะยอมอ่าน หรือถ้าจะอ่านก็คงอ่านเพื่อด่า ไม่ได้ตั้งใจฟังเนื้อหาในนั้น ทั้งที่บางส่วนในบทความก็ได้สะท้อนความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในสังคม ความจริงที่ไม่ได้ถูกปิดกั้นให้เผยแพร่ แต่เป็นความจริงที่ผู้คนปิดกั้นที่จะรับรู้

แล้วก็เชื่ออีกได้เถิดว่า ฝ่ายที่สนับสนุนการชุมนุม จะอ่านบทความนี้อย่างออกรสออกชาด เห็นด้วยและอินไปกับมันทั้งที่ ภาพรวมของบทความดูจะเพิกเฉยต่อความไม่ถูกต้องของการชุมนุม รวมทั้งความเสียหายของประเทศที่เกิดขึ้น บทความนี้จึงมีสองด้าน ทั้งที่สมเหตุผล และที่ไม่ ซึ่งไม่ต่างอะไรกับ เหตุการณ์ หรือผู้คนที่เราต้องพบเจอในชีวิตประจำวัน

แล้วเหตุใด เมื่อคนสองฝ่ายอ่านบทความเดียวกัน จึงเกิดความรู้สึกที่ไม่เหมือนกันต่อบทความนั้น ทั้งที่ข้อความก็ทำหน้าที่สื่อสารของมัน ไม่ได้เปลี่ยนแปลง

มีบทความหนึ่ง ใน new scientist วารสารทางวิทยาศาสตร์ชื่อดัง ได้พูดถึง ความแตกต่างระหว่าง sceptic และ denier คำสองคำถ้ามองเผินๆ ความหมายก็ดูจะคาบเกี่ยวกัน เพราะอ้างถึงคนที่ตั้งแง่ หรือตั้งคำถามให้กับหลักการ หรือความเชื่อที่มีคนกล่าวอ้างไว้ sceptic ถือเป็นหัวใจของการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์อย่างมาก คนที่ sceptic คือ คนที่ตรวจสอบหลักฐานอ้างอิงแต่ละอัน อย่างถี่ถ้วน และปล่อยให้หลักฐานและความจริงนำไปสู่ข้อสรุป ในขณะที่ denier จะมองหาเฉพาะหลักฐานเพื่อสนับสนุนความเชื่อที่มีอยู่เดิม และปฏิเสธ หรือ เพิกเฉยต่อข้อมูลที่เหลือ

การรับรู้ข้อมูลของ denier จึงเป็นการรับรู้ข้อมูลแบบให้ความเชื่อนำทาง คือเลือกที่จะรับแต่ข้อมูลที่สนับสนุนความคิดของตัวเอง การรับรู้ข้อมูลนั้น ไม่ได้หมายถึงแค่การอ่าน การดู หรือการรับฟังเท่านั้น แต่หมายถึง การเปิดรับให้ข้อมูลได้ผ่านเข้าไปพิจารณา อย่างมีสติและรอบคอบในกระบวนการความคิด

ถ้าลองดูการรับรู้ข่าวสารของคนไทยตอนนี้ คงต้องบอกว่า นี่คือตัวอย่างของการเป็น denier อย่างชัดเจน เพราะผู้คนเลือกจะเสพข้อมูลเพียงด้านเดียว ด้านที่สนับสนุนความเชื่อพื้นฐานของตัวเอง เมื่อการรับข้อมูลเป็นไปแบบด้านเดียวก็ไม่ต่างจากธุรกิจผูกขาด คนเสพข้อมูลกลายเป็นเหยื่อของคนให้ข้อมูล เพราะไม่ว่าจะใส่สีใส่ไข่ยังไง หากสนับสนุนความเชื่อของผู้อ่านแล้ว ย่อมเป็นที่ถูกอกถูกใจ และเป็นที่ยอมรับว่าจริง การรับรู้ข้อมูลโดยใช้ความเชื่อของตัวเองนำทางนั้น นอกจากจะเสี่ยงต่อการได้ข้อมูลที่บิดเบือน หนักเข้าอาจทำให้เกิดภาวะขาดสติสัมปชัญญะ ในการแยกผิดถูก เพราะถือว่าถูกต้องตรงกับความเชื่อของตัวเอง

การรับรู้แบบ denial ในสังคมไทย ถือเป็นระยะสุดท้าย ขั้นสาหัส เพราะไม่เพียงแต่ปฏิเสธความเห็นที่แตกต่างเท่านั้น แต่ไม่ยอมรับ แม้กระทั่ง หลักฐานอ้างอิงที่พิสูจน์ได้ อย่างที่จะเห็น คนเสื้อแดงปฏิเสธความจริงเรื่องการคอรัปชั่นของทักษิณ ชินวัตร ทั้งที่หลักฐาน ข้อมูลทั้งหลายก็ถูกพิสูจน์อย่างชัดเจน จนไม่มีอะไรต้องกังขาอีกแล้ว แต่คนเหล่านี้ก็ยังฝังตัวเองอยู่ในโลกที่เห็นทักษิณเป็นคนดี โดยไม่ยอมกระโดดออกมาสู่โลกความจริงที่ตรงข้ามกับความรู้สึกของตัวเอง หรือ คนเสื้อเหลืองที่ปฏิเสธการเสียชีวิตของคนเสื้อแดงว่าเป็นการสูญเสียโดย มองว่าเป็นการตายของผู้ก่อการร้าย ไม่ใช่ประชาชน ทั้งที่ความจริง ในจำนวนคนเป็นหมื่นๆแสนๆ ไม่อาจจะเป็นผู้ก่อการร้ายได้ทั้งหมด และแน่นอนว่าที่เหลือต้องเป็นประชาชนธรรมดา ซึ่งการตายของประชาชนผู้บริสุทธิ์ก็ย่อมเป็นความสูญเสียไม่ว่าเขาจะใส่เสื้อสีใด

การปล่อยให้ความเชื่อนำทางนอกจากจะเสี่ยงต่อการเป็นเบี้ยล่างของข้อมูล ที่สำคัญคือทำให้สูญเสียสมรรถภาพในการแยะแยะ ดี ชั่ว ถูก ผิด เพราะยึดถือเอาความเชื่อของตัวเองเป็นหลัก สมองรับรู้แต่ข้อมูลที่สนับสนุนความเชื่อของตัวเอง สุดท้ายก็มองว่า หลักการทีเราศรัทธาคือ ความดี ความถูก อะไรที่ขัดแย้งคือ ความผิด การปล่อยสมองให้ตกเป็นทาสของการรับรู้แบบนี้ หนักเข้ากลายเป็นเรื่องน่ากลัวและส่งผลกระทบกับสังคมได้อย่างเหลือเชื่อ ตัวอย่างของความน่ากลัวนี้เห็นได้ชัดจากการกระทำที่เกินเลยของคนในสังคม โดยปราศจากการยั้งคิดว่าสิ่งที่ทำนั้นถูกต้องหรือไม่ เช่นเลือกที่จะทำผิดกฏหมาย สร้างความเสียหาย หรือแม้กระทั่งสนับสนุนความรุนแรง เพียงเพื่อบรรลุ หลักการ ความเชื่อ ความศรัทธาของตนเอง

ใน new scientist นั้น ให้การแยกระหว่าง sceptic กับ denier ไว้อย่างง่ายๆ จากความยินดีที่จะปรับความคิด เมื่อได้รับข้อมูลใหม่ๆ sceptic สามารถเปลี่ยนทัศนคติตามข้อมูล ในขณะที่ denier จะยังคงปฏิเสธต่อไป

การสงสัยและตั้งคำถามกับข้อมูลที่ได้รับ และพร้อมจะเปลี่ยนทัศนคติไปตามหลักฐานที่มี จะเป็นการเปิดปัญญาให้เห็นความเป็นจริง ตัดสินใจสิ่งต่างๆบนพื้นฐานของความถูกต้อง แต่การยืนกรานปฎิเสธ และไม่ยอมรับรู้ข้อมูลเพียงเพราะมันขัดกับความเชื่อที่มีอยู่เดิม เป็นเหมือนการมีตาก็ไม่ใช้ตามอง มีหูก็ไม่ใช่หูฟัง มีปัญญา ก็ขังมันไว้ในกรอบแคบๆของตัวเอง.

Inspired by

http://www.newscientist.com/article/mg20627606.000-living-in-denial-when-a-sceptic-isnt-a-sceptic.html