Pages

Sunday, July 31, 2011

นิทาน หิ่งห้อยแดง

กาลครั้งหนึ่ง.... ไม่นานมานี้ มีหิ่งห้อยแดงสามตัว อาศัยอยู่ใน "ราตรี" ที่มืดมิด หิ่งห้อยแดงทั้งสามคือนักเรียนที่เก่งที่สุดใน โรงเรียนแห่งการเปล่งแสง ของราตรี เมื่อจบหลักสูตรวิชาขั้นสุดท้ายของโรงเรียนแล้ว หิ่งห้อยแดงอันดับหนึ่ง จึงเอ่ยปากชวนเพื่อนทั้งสอง ให้ออกไปลองวิชาที่เล่าเรียนมา ด้วยการตามหา สิ่งในตำนานที่เรียกว่า "ตะวัน" ที่ราตรีนั้น มีตำนานที่เล่าลือกันมานานว่า ไม่มีอะไรจะเปล่งแสงได้แรงกล้ากว่าตะวัน แม้แต่ปรมาจารย์ที่เป็นที่สุดของหิ่งห้อย ก็ยังเทียบไม่ได้

หิ่งห้อยแดงทั้งสามออกเดินทาง วันแล้ววันเล่า เพื่อตามหา ตะวัน พวกมันบินไป บินไป อย่างไม่ย่อท้อ
ในช่วงแรกนั้นดูเหมือนยิ่งไกล ความมืดมิดก็ยิ่งหนาตัวขึ้น หิ่งห้อยทั้งสาม แม้จะเริ่มลังเลว่า ตะวัน ที่ว่านี้จะมีจริงรึเปล่า ก็ยังคงไม่ลดละความพยายามที่จะ บินต่อไป

จนในที่สุด... ท้องฟ้าที่เคยเป็นสีดำทะมึนของราตรี ก็ค่อยๆเปลี่ยนสี มีแสงสีส้มทองฉาบขึ้นมาจากตรงขอบของท้องฟ้า จากตำนานที่เล่ากันมาชั่วลูกชั่วหลาน และยังถูกสอนอีกนับครั้งไม่ถ้วน หิ่งห้อยแดงทั้งสามรู้ได้ทันที นี้คือ "กลางวัน" สถานที่อยู่ของตะวัน

หิ่งห้อยแดงอันดับหนึ่งด้วยความร้อนวิชา ที่เพิ่งได้เล่าเรียนมา รีบบินรี่เข้าไปหาตะวัน นึกกระหยิ่มในใจ ตัวมันได้เตรียมตัวมาอย่างดี ทุกบทเรียน หลักสูตรที่มีในโรงเรียนเปล่งแสง มันจำได้ขึ้นใจ ผู้เฒ่าผู้ใหญ่ ในราตรี ต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่ามันคือหิ่งห้อยอนาคตไกล วันนี้มันจะเปล่งแสงให้สว่างจ้ากว่า ตะวัน เพื่อนำความภูมิใจกลับไปยังราตรี

แต่ทว่า... ไม่ว่าจะงัดกลเม็ด เคล็ดวิชาอะไรขึ้นมา หิ่งห้อยแดงตัวที่หนึ่ง ก็ไม่อาจจะเปล่งแสงได้เทียบเคียงตะวัน หิ่งห้อยแดงอันดับหนึ่ง ที่เคยเป็นที่หนึ่งมาเสมอ เกิดความอับอายที่แสงที่ดีที่สุดของตัวเองยังไม่ได้แม้เศษเสี้ยวจากแสงของตะวัน ด้วยความผิดหวังอย่างมาก หิ่งห้อยแดงตัวแรกจึง บินจากเพื่อนทั้งสองไปอย่างไม่กล่าวคำลา กลืนหายไปกับ ท้องฟ้าของกลางวัน และไม่มีผู้ใดพบเห็นมันอีกเลย..

หิ่งห้อยแดงอันดับที่สอง เมื่อได้เห็นตะวันครั้งแรก ก็ตกตะลึงไปกับความสว่างจ้าและความอบอุ่นของแสงจากตะวัน ภายใต้แสงที่สาดส่องลงมา มันยังได้เห็นสิ่งสวยงามมากมายที่ไม่เคยเห็นมาก่อนที่ราตรี ดอกไม้สีสันสดใส ใบหญ้าสีเขียว หิ่งห้อยแดงตัวที่สองได้หลงไปกับแสงของตะวัน จนลืมไปว่าตัวมันก็มีแสงของตัวเองเช่นกัน มันไม่เคยกลับไปยังราตรีอีกเลย...
ที่กลางวัน.... ภายใต้แสงตะวัน ไม่มีใครรู้ว่ามันคือหิ่งห้อยแดง และมันก็ไม่เคยได้เปล่งแสงของตัวเองอีกเลยจากวันนั้น

หิ่งห้อยแดงอันดับสาม มองดูแสงตะวันอย่างเงียบๆ มันพยายามจดจำลักษณะรายละเอียดของ ตะวัน มันเฝ้าดูตะวันอยู่นานโดยไม่พูดอะไร ก่อนจะหันหลังเดินทางอย่างเดียวดายกลับสู่ราตรี

ที่ราตรี คืนนี้ หิ่งห้อยแดงตัวที่สาม เปล่งแสงโดดเด่น แวดล้อมด้วยแสงน้อยใหญ่จากหิ่งห้อยตัวอื่นที่ มารอฟังเรื่องราวเกี่ยวกับ ตะวัน เห็นเป็นแสงระยิบระยับที่สวยงามประดับราตรี แม้พระจันทร์ และหมู่ดาว ยังพูดถึง และชื่นชม

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า....



Tuesday, July 5, 2011

สี่ Movies in my mind.

วันหยุดที่ผ่านมา ได้มีโอกาสไปดูหนังสองเรื่องติดกัน คือ Transformer 3 และ Midnight in Paris ทำให้ช่วงนี้ในหัวมักจะนึกไปถึงหนังเรื่องต่างๆที่ผ่านมา ก่อนหน้านี้เคยเขียนบทความสั้นๆถึงหนังอยู่สองเรื่อง คือ 500 days of summer และ blue valentines แต่ความจริงมีหนังอีกหลายเรื่องที่ติดใจ และยังวฯเวียนอยู่ในหัวเนืองๆ วันนี้ว่างๆก็เลยอยากจะเขียนถึงหนังเหล่านี้ดู ขอเขียนในแบบ ความพอใจส่วนตัว ไม่ได้อยากให้เห็นด้วย และไม่อ้างอิงหลักการทฤษฎีภาพยนตร์ใดใด เขียนกันมั่วๆ แบบคนไม่ใช่กูรูเนี่ยแหละ ในบรรดาหนังทั้งหลายที่ได้ดูในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา หนังที่ข้าพเจ้านึกถึงมากที่สุดตอนนี้ ได้แก่


อันดับ1. Inception


Inception เป็นหนังเกี่ยวกับ.... (ไม่ขอสรุป ยังไม่แน่ใจว่าตัวเองดูแล้วเข้าใจรึเปล่า) เหตุผลที่ inception มาเป็นอันดับหนึ่งนั้น เพราะตอนที่เดินออกจากโรงคนเดียวอย่างมึนๆ คำถามแรกที่ผุดขึ้นมาคือ นี่ตรูฝันอยู่รึเปล่า เอ๊ะ ไปเอา totem มาปั่นหน่อยสิ ว่าที่ยืนอยู่นี่โลกความจริงใช่ไม๊ (ขนาดนั้นกันเลยทีเดียว) เป็นหนังที่นั่งหลังไม่ติดเบาะ ตั้งแต่ต้นจนจบ ทั้งเอฟเฟคอลังการงานสร้าง ผสมกับ บทพูดรัวยาวเหยียด ต้องดูกันแบบตั้งสมาธิวินาทีต่อวินาที เป็นหนังที่ข้าพเจ้าเชียร์ให้ได้ออสการ์ ถึงรู้ว่าไม่มีหวัง ที่ประทับใจมากเป็นพิเศษคือ Plot ของเรื่องทีมีพื้นฐานเกี่ยวกับ ความฝัน การอ่านใจและ จิตใต้สำนึก ซึ่งเป็นเรื่องฮอตที่นักวิทยาศาสตร์พยายามค้นหาคำตอบ เรื่องราวในหนังอาจจะเป็นจินตนาการแบบสุดขั้วโลก แต่ไม่ใช่จิตนาการที่มาแบบลอยๆ เพราะในทางวิทยาศาสตร์ ก็มีการพูดถึง lucid dream หรือการฝันแบบรู้สึกตัวว่าเราฝันอยู่ มี subject ที่ถูก train ให้ฝันแบบนี้ เพื่อเข้าร่วมการทดลอง หรืออย่าง MRI scanner ที่สามารถถ่ายรูปคลื่นสมองและแปลผลออกมาเป็นภาพที่ subject กำลังดูอยู่ได้ มียานอนหลับที่ทำให้เกิด vivid dream หรือฝันเหมือนจริงจนคิดว่าตื่นอยู่ สำหรับข้าพเจ้า inception จึงไม่ใช่แค่หนัง sci fi ฝันเฟื่อง แต่เป็นหนังที่เนียนและน่าทึ่งมาก concept ของหนังอยู่กึ่งกลางระหว่างวิทยาศาสตร์กับนามธรรมแล้วแต่ใครจะตีความ ดูจบแล้วมึนไปได้อีกหลายวัน ถูกใจเด็กเนิร์ดอย่างแรง


อันดับ 2. Toy story 3


นี่คืออนิเมชั่นที่สมบูรณ์ที่สุดในสามโลก (ในความคิดข้าพเจ้า) ครบทุกรส ถึงทุกอย่าง ฉากน่ารักก็น่ารักได้สุดใจ ฉากตลกก็ตลกแบบให้หัวเราะเต็มที่ ตอนซึ้งก็เรียกน้ำตาได้อย่างกับหนังดราม่า ทั้งที่เป็นอนิเมชั่น แต่บทและ message ของหนังทำได้ น้ำดีมาก ซาบซึ้ง ประทับใจ ไม่มีการกั๊กให้ออกมาเป็นการ์ตูนแป๋วแหวว ไม่ต้องกลัวว่าเด็กที่มาดูจะน้อยใจ (ขนาดตัวร้าย ลุงหมีสีชมพูตัวนั้น ยังไม่มีกลับใจ ร้ายจนนาทีสุดท้าย) แถมหนังยังกล้าที่จะจบแบบ bitter sweet แทนที่จะเป็น cliche' happy ending เพื่อทิ้ง message ให้คนดู ครบถ้วนสมกับเป็น animation ที่ได้เข้าชิง ออสการ์ เหมือนกินแกงส้มชะอมไข่ ที่พริกแกงถึงที่ เปรี้ยวหวานมันเค็ม


อันดับ 3. The kids are alright


The kids are alright เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับคู่เกย์ผู้หญิง แสดงโดย Annette Bening และ Julianne Moore ที่แต่งงานสร้างครอบครัว ทั้งคู่มีลูกกันคนละคน โดยใช้ sperm ที่ บริจาคจากผู้ชายคนเดียวกัน สิ่งแรกที่ข้าพเจ้าเลิฟหนังเรื่องนี้คือ Annette Bening ที่เล่นเป็นทอมได้แบบ ธรรมชาติมากก ไม่ขาดไม่เกิน ไม่ได้ทำตัวก๋ากั๋น ไม่ได้พยายามแมน แต่เป็นแค่คนคนนึงที่รักผู้หญิงคนหนึ่งอย่างใจจริง พร้อมจะให้อภัย และ ยืนหยัดปกป้องครอบครัวของเธอ ฉากที่ Nic (Annette Bening) พูดกับ Paul (biological father ของลูกของเธอ) "This is my family. If you want a family so much, go out and make one of your own” กระแทกใจ แบบรู้สึกจุกอกแทนคุณ Paul ไปเลย อีกอย่างที่ทำให้ข้าพเจ้าชอบหนังเรื่องนี้มาก คือ การนำเสนอความรักระหว่างคนสองคน ความหมายของคำว่าครอบครัวในแบบที่ไม่มีข้อผูกมัดในเรื่องของเพศ เป็นหนังที่ทำเรื่องความรักระหว่างเพศเดียวกัน ได้จริงใจ เป็นธรรมชาติ แสดงให้เห็นว่า ความรัก และครอบครัว อยู่เหนือกว่า มายาคติเดิมๆของสังคม ว่า ครอบครัวที่สมบูรณ์ต้องประกอบด้วย พ่อ แม่ ลูก หรือ ความรักระหว่างผู้หญิงผู้ชายเท่านั้น ที่เป็นของจริงหรือรักแท้

Feminist อย่างดิชั้น จึงปลื้มมาก


อันดับ 4. Transformer 3


นักเขียนชื่อดัง Roundfinger เคย Tweet ว่า "คนดู"ดูหนังแบบเอาตัวเข้าไปในหนัง "นักวิจารณ์"ดูหนังแบบถอยตัวเองออกมา สาเหตุที่ Transformer 3 เป็นหนังที่ข้าพเจ้านึกถึงมากที่สุดตอนนี้ เพราะนี่เป็นหนังเรื่องแรก ที่ เข้าไปดูในโรง แล้วข้าพเจ้ารู้สึกว่า เราคือนักวิจารณ์หนัง! แสงสีเสียงที่กระหึ่มในโรง ไม่สามารถช่วยให้ข้าพเจ้า เอาตัวเข้าไปในหนังได้ แบบที่ "คนดู" ควรจะเป็นเลย ยิ่งดูยิ่งถอยออกมา ฉากจบนี่รู้สึกเหมือนออกไปอยู่ที่ประตูแล้ว จึงเป็นประสบการณ์แรกในการดูหนัง ที่ระหว่างดูก็สมมติตัวเองเป็นนักวิจารณ์ สังเกตดูว่า หนังมีจุดห่วย มีจุดไม่เข้าท่าตรงไหนบ้าง ซึ่งไม่ผิดหวัง เพราะข้าพเจ้าหาได้ตลอดทั้งเรื่องเลย ตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่ว่าจะฉากเปิดปูเรื่องบนดวงจันทร์ที่ไม่มีความเนียน พระเอกที่กรี๊ดเหมือนกำลังเล่นรถไฟเหาะตลอดเวลา บางฉากก็โหวกเหวกโวยวายอย่างไม่มีที่มา การโผล่มาของตัวละครแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย , มุขตลกที่ไม่ขำแต่กระอักกระอ่วน และอื่นๆอีกมากมาย etc...(สิ่งเดียวที่เวิร์กที่สุดในหนังเรื่องนี้ คือ พี่ Josh Duhamel ในบทกัปตันทหารหนุ่ม) อย่างไรก็ดี นี่เป็นประสบการณ์การดูหนังที่ข้าพเจ้า enjoy มากระดับหนึ่ง และยังคงสนุกสนานทุกครั้งที่นึกถึงความขาดเกินของหนังเรื่องนี้ (ผู้ใดสนใจอยากเม้าเรื่อง transformer 3 หลังไมค์ได้เลย)


ตามหลักสากลแล้ว หากจะจัดอันดับอะไร ก็ควรจะเป็นสามอันดับ ห้าอันดับ หรือ สิบอันดับ

แต่... ตอนนี้ ที่วนเวียนอยู่ในหัวก็มีแค่สี่เรื่องนี้ ครั้นจะหามาเพิ่มให้เป็นห้าอันดับ ตามหลักสากลก็จะเหนื่อยเกินไป

จึงขอจบไว้เท่านี้ละกัน.........


สวัสดี

Sunday, February 13, 2011

Blue Valentine ; แด่... ความรัก สีน้ำเงิน

หนังจบลงนานแล้ว แต่สมองยังคงรับรู้ถึงหายนะที่หนังได้สร้างไว้ในจิตใจ ก่อนไปดูมีคนตักเตือนให้เตรียมปาดขี้มูกสูดน้ำตาให้ดี แปลกที่ดูจนจบเรื่องก็บีบน้ำตาไม่ออกสักหยด ได้แต่เดินออกจากโรงเงียบๆ ด้วยหัวใจที่เหมือนถูกกระทืบมา

หากในวันวาเลนไทน์ คุณอยากจะหาหนังดูสักเรื่องที่มีคำว่า วาเลนไทน์ คุณอาจจะไปเจอเข้ากับเรื่องนี้ "Blue Valentine" ชื่อหนังอาจฟังดูเหงาๆ แต่เชื่อเถอะ ว่ามันแค่ครึ่งเดียวของ โศกนาฎกรรมความเศร้าที่หนังจะมอบให้คุณ



ความจริงหนังดูเหมือนจะกระทบความรู้สึกมากกว่าความคิด เพราะข้อความที่หนังส่งออกมา ไม่ใช่มุมมองใหม่ๆที่มีต่อความรัก และการใช้ชีวิตคู่ แต่เป็นเรื่องราวที่เราคุ้นเคยกันดี ประกอบกับหนังที่ทำออกมาได้ดิบและจริง ทำให้ดูๆไป รู้สึกเหมือนกำลังนั่งฟังเพื่อนสนิทเล่าปัญหาชีวิตรัก จนเกือบลืมไปว่ามันเป็นแค่หนัง

ความสะเทือนใจของคนดูเกิดจากการนำเสนอของหนัง ที่ไม่ได้ปรุงแต่ง และเป็นการตัดสลับภาพระหว่าง ช่วง honeymoon period ที่ความรักของ Dean และ Cindy กำลังเบ่งบาน กับ ชีวิตคู่ในปัจจุบันที่มาถึงทางตัน ภาพชีวิตคู่ของ Dean และ Cindy ที่ห่างเหิน มีแต่ความเบื่อหน่าย และใช้อารมณ์ ดูไม่ต่างอะไรกับการหย่าร้างในชีวิตจริง ท่ามกลางความหมางเมิน ไม่เข้าใจของชีวิตคู่ หนังย้อนไปถึงความน่ารัก โรแมนติกของทั้งคู่ ตกหลุมรักตั้งแต่แรกพบ เขามีเสน่ห์ เธอมีความฝัน เขาทำให้เธอหัวเราะ...

หนังย่อยหัวใจคนดูเงียบๆ ด้วยความจริงที่ว่า ความรักใสๆ พอเหมาะพอดี ของ Dean และ Cindy ความรักที่ใครๆก็รอคอยอยากจะรู้จักสักครั้ง ไม่ได้มีความหมายอะไรเมื่อเวลาผ่านไป และไม่ได้ช่วยรักษาความสัมพันธ์ ของทั้งคู่ไว้ได้เลย

ยิ่งฉากสุดท้าย ถ้าใครไปดูคงเข้าใจดี ว่ามันบาดหัวใจยังไง

คนดูยังถุกตอกย้ำความบอบช้ำ ด้วยการไม่สามารถจะโยนความผิดให้กับใครได้
ความรักของ Dean อาจจะไม่ได้น้อยลง เขาเสียใจและเจ็บปวดกับสิ่งที่เป็น แต่คนดูก็ไม่อาจจะโทษ Cindy ได้เต็มหัวใจ เพราะเธอก็มีเหตุผลเพียงพอที่จะจบความสัมพันธ์นี้

เมื่อความรักของเธออยู่บนพื้นฐานของเหตุผล แต่เขาใช้อารมณ์เป็นพื้นฐานของความรัก ในความสัมพันธ์ เธอต้องการมากกว่าความรัก แต่เขามีแค่ความรักให้เธอ


หลายครั้งเรามักจะรอคอย ยิ่งในฤดูที่เป็นเทศกาลแห่งความรักอย่างตอนนี้ เราอยากจะร้องเพลง อยู่ที่ไหนหรือความรัก โปรดส่งใครมารักฉันที สักวันฉันจะเจอคนคนนั้น รักเสมอตลอดไป (เพลงใหม่บอยตรัยแต่งให้ปั่นและรัดเกล้าร้อง:) ฯลฯ โดยที่ไม่รู้เลย ว่าความรักนิยายที่เรารอนั้น หากได้เจอ มันจะอยู่กับเราได้นานแค่ไหน

ไม่ว่าจะในโลกของ Blue Valentine หรือในชีวิตจริง ความรัก กับ ความสัมพันธ์ก็ดูจะเป็นคนละเรื่องกัน
ในความสัมพันธ์มีองค์ประกอบมากมาย และความรักก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งในนั้น หากแต่เมื่อไรที่ องค์ประกอบอื่นสวนทางกับความรัก โศกนาฏกรรมของความสัมพันธ์ก็เกิดขึ้น

แน่นอนว่า คำตอบของหนังที่มีให้คนดูนั้น ชัดเจนว่า ในโลกของชีวิตคู่ ความรักอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอเลยสำหรับความสัมพันธ์ของคนสองคน

แต่อีกสิ่งหนึ่งเชยๆ ที่เหลือไว้ให้อดคิดต่อไม่ได้ คือ ตัวตนของความรักจริงๆแล้วอยู่ที่ไหน หลายคนเลือกความรักเป็นคำตอบของชีวิต แล้วที่ผ่านมาเราเข้าใจ ความหมายความเป็นไปของความรักแค่ไหน
รักแท้ รักตลอดไป จะมีอยู่ที่ไหนรึเปล่า ในเมื่อแค่ ความไม่เข้าใจ หรือความห่างไกล ก็กลืนความรักให้หายไปอย่างง่ายดาย หลายครั้งเราตกหลุมรัก เพื่อให้ได้ความรักตอบ เราคิดว่ารักไม่ต้องมีเหตุผล แล้วสุดท้ายก็เจ็บปวดกับมัน ในโลกความจริง ที่ชีวิตมีองค์ประกอบมากมาย บางทีเราอาจไม่รู้จักมันดีพอ และตีค่า "ความรัก" มากกว่าที่มันเป็นก็ได้....


สุขสันต์วันวาเลนไทน์แด่ทุกหัวใจ :)

-------------------------------------------------------------------------------------------------
Blue Valentine : Directed by Derek Cianfrance. Starring Ryan Gosling, Michelle Williams, Faith Wladyka. The film centers on a contemporary married couple, charting their evolution over a span of years by cross-cutting between time periods. Released on Jan,2010





Sunday, November 14, 2010

ไม่รู้ ฉาก.4

9.30 pm

ในห้องเล็กๆที่รกรุงรังและอากาศข้างนอกเกือบศูนย์องศา

บางทีเขาก็คิดว่า ชีวิตนี้มันอะไรกัน ออกเดินทางตามหาบางสิ่ง แล้วอยู่ๆ ก็หลงลืม ว่าอะไรคือสิ่งที่ตามหา
ชีวิตไม่เคยมีคำตอบให้เขา
เขาเคยคิดว่าเขารู้จักชีวิต เขาเคยคิดว่าเขาคือผู้ควบคุมชีวิต
แต่ชีวิตไม่เคย ยอมตกเป็นของเขา
เขามองออกไปรอบตัว มองผ่านความมืด และความหนาวเหน็บ
ความเย็นชาและเงียบเหงาของโลกภายนอก ไม่ได้ต่างอะไรจากความอึมครึมในหัวใจ
ชีวิตเขาเป็นของใคร แล้วเขาต้องมีชีวิตนี้ไปเพื่อใคร หรือเพื่ออะไร
เขาไม่รู้จะโทษชีวิต ที่เล่นตลกกับเขามากไป หรือ เขาควรจะโทษตัวเขาเองที่ไม่ยอมเข้าใจความเป็นไปของชีวิต
เขาเดินทางมาแสนไกล จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเขาเริ่มออกเดินทางตั้งแต่เมื่อไร
กว่าจะรู้ตัว เขาก็พบว่า ในชีวิตที่ผ่านมาของเขามีแต่การเดินทาง การเดินทางที่เขาแบกเป้ใบหนักอึ้งไว้บนบ่า

เค้าเคยแบกเป้ใบนั้นเดินเท้า เพื่อขึ้นไปบนยอดเขาสูง ที่ตอนนั้น เขาคิดว่ามันสูงเกินกว่ามนุษย์เดินดินอย่างเขาจะไปถึง มันสูงจนเขาเชื่อว่า เขาจะแตะเส้นขอบฟ้าได้ถ้าเขาไปถึง
เขาจำได้ลางๆ ถึงความยากลำบาก สาหัส ที่เขาได้รับกว่าจะไปถึงยอดเขา
แต่ที่เขาจำได้แน่ๆ และยังคงชัดเจนอยู่เสมอ คือความรู้สึกตอนที่เขายืนอยู่บนยอดเขาลูกนั้น
เขายังจำ ทิวทัศน์ ทุกด้านทุกมุม ได้ติดตา ความรู้สึกท่วมท้น ความดีใจ ภูมิใจ
เขาแทบจะไม่เชื่อสายตาว่าเขาได้มาอยู่จุดนี้แล้วจริงๆ ทุกอย่างยังคงชัดเจน
ในตอนนั้น ทุกสิ่งดูเหมือนจะไม่มีความหมาย ความสุข ความทุกข์ ความโดดเดี่ยว ความรัก ไม่ใช่สิ่งที่เขาจะรู้จักอีกต่อไป
กับความจริงที่ว่า เขาไม่ได้สัมผัสเส้นขอบฟ้า ไม่ได้แม้แต่จะใกล้เลยด้วยซ้ำ ก็ยังถูกลืม

เขาพลิกตัวอีกครั้งในความมืด หันหลังให้กับหน้าต่างที่เปิดทิ้งไว้
ยิ้มเยาะในใจ ใครกันจะอยากยืนอยู่บนยอดเขาตลอดไป

เขาเหลือบไปมองเป้ใบใหญ่ที่วางไว้มุมห้อง
ชีวิตเล่นตลกกับเขามากเกินไปแล้ว
แต่ไม่แน่บางทีในฝันคืนนี้ เขาอาจจะได้คำตอบว่าอะไรที่อยู่ในเป้นั้น และอะไรที่เขากำลังออกตามหาอยู่

เขาหลับตาลงช้าๆ....
ใช่สิ เขาก็หวังแบบนี้ทุกคืน




Thursday, October 14, 2010

ไม่รู้ ฉาก.1

11.29 pm
ท่ามกลางความมืด และเงียบสนิท
ในห้องเล็กๆที่รกรุงรัง

เขาเริ่มถามตัวเองอีกครั้ง อีกครั้ง นี่ไม่ใช่ครั้งแรก และคงไม่เป็นครั้งสุดท้าย
คำถามเดิมๆ วนเวียนกลับมา ทั้งที่เขาเองเคยพยายามหาคำตอบให้มันไปหลายครั้ง

คืนที่สามแล้วที่เขาไม่อาจหลับอย่างสงบ
ถ้าไม่ต้องข่มตาข่มใจจนถึงเช้า ก็ล่องลอยอยู่ในโลกเสมือนจริงจนเขาไม่อาจจะคิดว่ามันคือการหลับ
คืนนี้ ก็คงไม่ต่างกัน..

เขาอยากจะเข้าใจ อยากจะเข้าใจ กับความเป็นไปในโลกของความจริง
ทุกๆ เหตุผลที่เคยหยิบขึ้นมา กลับดูไม่มีความหมายและหนักแน่นพอให้เขายอมรับ

เขารู้ว่ามีความขัดแย้งเกิดขึ้น เกิดขึ้นจากจุดกำเนิดเดียวกัน
เขาไม่อาจเข้าใจที่มา ไม่เข้าใจสาเหตุ และไม่รู้ว่าจะหายไปเมื่อไร
แต่เขารู้ รู้ว่ามันอยู่ตรงนั้น..
เวลาที่มือ เท้าและสมองเริ่มชา พร้อมจะหยุดทำงาน แต่ตายังเบิกโพลง
เขารู้สึกถึงขบวนของความคิด ที่วิ่งผ่านเข้ามา

เขาคนเดียวยืนอยู่ตรงกลางระหว่างรางรถไฟที่เชื่อมกันเหมือนใยแมงมุม
ขบวนรถแห่งความคิดวิ่งสวนกันไปมา สลับผลัดเปลี่ยน ไม่มีใครเบรก
ไม่มีรางที่ว่าง ไม่มีสัญญาณไฟ ฉวัดเฉวียน สับสน เหน็ดเหนื่อย

เขาข่มตาอีกครั้ง...

Wednesday, October 13, 2010

ไม่รู้ ฉาก.2

12.17 am
โทรทัศน์ที่เปิดค้างไว้ กับ ไฟที่ยังสว่าง
ในห้องเล็กๆที่รกรุงรัง

พยากรณ์อากาศบอกว่าคืนนี้ จะมีฝนตก เขายังไม่ได้ยินเสียงเม็ดฝนเลยสักเม็ด
นาฬิกาบอกว่าเริ่มวันใหม่ แต่เขารู้ดี นี่เป็นเวลาที่ควรซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่ม
ไม่สิ ยังมีอีกหลายคนที่ยังตื่นเหมือนกับเขา อย่างน้อยก็คนในซีกโลกฝั่งตรงข้าม

คืนที่สี่แล้ว..

ภาพของโลกเก่าจางไป โลกเสมือนจริงหายไปแล้ว (อย่างน้อยก็ตอนนี้)
เขามองโทรทัศน์ตรงหน้า ก้าวข้าม สู่โลกที่สัมผัสได้ (อย่างน้อยก็ตอนนี้) ที่เขาเดาว่าเขาควรอยู่

ข้างในกับสั่นไหว ความรู้สึกหวิวๆก่อตัวอยู่ส่วนลึกสุดในท้อง
การสัมผัสกับความผิดหวัง และ ว่างเปล่า ที่เขาไม่โหยหา ช่างทรมานเสียจริง..

เสียงโทรทัศน์ยังดังอยู่ ภาพในนั้นยังเคลื่อนไหว
ไฟยังเปิดจ้า เขายังคงลืมตา..

Monday, September 20, 2010

บิกินี่ กับ สิทธิสตรีไทย !!

ไม่นานมานี้ เพื่อนสาวคนหนึ่งได้โพสต์รูปใส่บิกินี่ น่ารักน่าชัง เซ็กซี่นิดๆ วับแวม หน่อยๆ ลงใน facebook หลังจากชื่นชมรูปเพื่อนสาว เล็กน้อย แบบไม่ค่อยสนใจเท่าไรแล้ว ก็หันกลับไปชื่นชมรูปของตัวเอง ที่เคยถ่ายเอาไว้เหมือนกัน เข้าไปพินิจ พิจารณา หลงตัวเองอยู่พักใหญ่ ตั้งแต่มี facebook เป็นของตัวเองแล้ว สารพัดสารเพ โพสต์ นู่นโพสต์นี่อยู่แรมปี เรตติ้งก็ยังงั้นๆ พอมีไอ้รูป บิกินี่ อันนี้แหละ เรียกเรตติ้ง ได้แบบทะลุเป้า ทั้ง like ทั้ง คอมเม้นทะลักทะลาย ต้องขอขอบคุณ facebook ที่ไม่ทำปุ่ม dislike ให้คลิก ไม่งั้นอาจมีการทำร้ายจิตใจกันได้

ไอ้ตอนแรก ก็คิดว่า ที่กระแสตอบรับ ถล่มทลาย นั้นเป็นเพราะความฮอตส่วนบุคคลของเรา กดไปดูของเพื่อนสาว กระแสตอบรับก็ไม่น้อยหน้า เลยได้รู้ว่า สิ่งที่ฮอต ไม่ใช่เรา แต่มันคือ "บิกินี่" นั่นเอง
ในตอนนั้น ความคิดที่อยากจะใส่บิกินี่ ถ่ายรูปอวดชาวบ้าน นอกจากจะอยากเรียกเรตติ้งก่อนแก่แล้ว ความคิดตอนนั้นคือ อยากเป็นส่วนหนึ่งที่จะแสดงให้สังคมได้เห็นว่า เราไม่สามารถจะ ตัดสินคนหรือสิ่งต่างๆจาก ภาพลักษณ์ที่เราวาดขึ้นมา หรือ กรอบที่เรายึดติดเอาไว้ เช่น คนมีรอยสัก เจาะหู เจาะปาก ต้องเกเร คนฉลาด เรียนเก่ง ต้องเรียบร้อยเชยๆ คนกินเหล้า สูบบุหรี่ ต้องไม่ดี ผู้หญิงแต่งตัวเซ็กซี่ ต้องแรง อะไรแบบนั้น

หลังจาก เสียงตอบรับของบิกินี่ที่ค่อนไปทางบวก ทั้งของตัวเองและเพื่อนสาว ก็ทำให้รู้สึกขึ้นมาว่า สังคมสมัยนี้ ได้เปลี่ยนแปลงแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ยุคสมัยนี้ ผู้หญิงไม่ได้อยากสวยแบบบาร์บี้ หรือ เก่งเป็นป้าแว่น ไม่ได้อยากดูดีเพื่อเอาใจผู้ชาย แต่มันเป็นยุคสมัย ที่ผูหญิงลุกขึ้นมาสวยแบบ "เริ่ด เชิด หยิ่ง" มีความภาคภูมิใจ มีความมั่นใจที่จะทำให้ตัวเองดูดี เพื่อตัวเอง และพร้อมที่จะก้าวไปแบบเคียงบ่าเคียงไหล่กับผู้ชาย

แต่ไม่ว่า ยุคสมัยจะสนับสนุนสาวเก่ง สาวมั่นยังไง ในสังคมไทยก็ใช่ว่า คำว่า"แรงส์" กับ"บิกินี่" จะหมดไป หรือ การโชวเนื้อหนังมังสาของผู้หญิง (แบบไม่อุดจาด หรือ อนาจารนะ) จะเป็นที่ยอมรับ หรือเห็นดีเห็นงามของสังคมเสมอไป

สิ่งหนึ่งที่ทำให้กระตุกความคิดขึนมาคือ ไม่ว่า โลกจะหมุนไปไกลสักแค่ไหน สิทธิสตรีจะถุกหยิบยก หรือต่อสู้มานานเท่าไร ไม่ว่าเราจะมีผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จ ขึ้นแท่นเป็นผู้นำ เป็น CEO นักการเมือง ออกมามากมายแค่ไหน ไม่ว่าผู้หญิงอย่างเราจะแสดงศักยภาพ และพยายามฝ่าวงล้อมเบียดเสียดขึ้นมาอยู่ในระดับแห่งความเสมอภาคยังไง สิ่งหนึ่งที่ยังคงอยู่เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงมาตั้งแต่ก่อนสุโขทัย คือ การที่สรีระของผู้หญิงถูกมองเป็นเรื่องสัญลักษณ์ทางเพศ

เคยมีรายการหนึ่งทางช่อง abc ชื่อ what would you do จัดฉากขึ้นมา โดยให้พนักงานเสริฟอาหารผู้หญิงแต่งตัวเซ็กซี่เล็กน้อย ถูกลวนลามโดยผู้จัดการร้าน พนักงานสาวพยายามปัดป้อง และหลบเลี่ยง เหตุการณ์ทั้งหมด เกิดต่อหน้าลูกค้าในร้านที่ไม่รู้ว่านี่คือการจัดฉาก ปรากฏว่า จากกลุ่มลูกค้า จำนวน หลายสิบโต๊ะที่เข้ามาใช้บริการและเห็นเหตุการณ์ มีเพียงโต๊ะเดียวเท่านั้นที่ออกตัว ต่อว่า การกระทำของผู้จัดการร้าน โดยที่เหลือส่วนมากให้เหตุผลที่ไม่ยุ่งว่า เป็นเพราะพนักงานคนนั้นแต่งตัวยั่วยวนเอง จึงไม่แปลกที่จะโดนลวนลาม..

"แต่งตัวยั่วยวน จึงไม่แปลกที่จะโดนลวนลาม"............

คำ ผกา นักเขียนชื่อดัง ครั้งหนึ่งเคยถ่ายภาพนู้ด ลงหนังสือ GM เพื่อแสดงจุดยืน ในเรื่องเพศ คำผกาเองมีจุดยืนที่ชัดเจน เกี่ยวกับเรื่องเพศ และ ความสัมพันธุ์ต่อการเมืองและสังคม ความตั้งใจของเธอ คืออยากให้คนในสังคมทบทวนเรื่องของร่างกายกันใหม่ ว่ามันก็เป็นเพียงสิ่งที่ถูกสังคมและประวัติศาสตร์ตีค่าให้ โดยที่ไม่ได้มีความหมายอย่างนั้นอย่างนี้ด้วยตัวมันเอง
การถ่ายนู้ดครั้งนั้นของ คำผกา ถูกวิจารณ์ อย่างหนาหู ถ้าไม่ชื่นชม ก็กรนด่า และแน่นอนถ้าไม่ส่วนมากก็ส่วนใหญ่ เป็นไปในทางลบ บางคนก็ว่า เธอทำเพราะอยากดัง อยากได้เงิน บ้างก็ว่าเธอว่า เรื่องอื่นคิดได้เรื่องอย่างนี้คิดไม่ได้ สารพัดสารเพ หลายคนแสดงความผิดหวัง หมดความเชื่อถือ และไม่อยากอ่านผลงานของเธออีกเลยก็มี ความเห็นที่เป็นไปในทางลบต่อการกระทำของเธอนั้นมาจากเหตุผลเดียว คือ เธอถ่ายนู้ด !
คำ ผกา อาจมี เหตุผล ความเชื่อ อุดมการณ์ ที่น่าสนใจมากมาย ที่ทำให้เธอตัดสินใจทำ แต่ใครจะอยากเข้าใจจุดนั้น ทั้งหมดนั้น จะสำคัญอะไร เมื่อผู้หญิงคนนึงลุกขึ้นมาถ่ายนู้ด ก็ไม่แปลกที่จะถูกประนาม

"เมื่อผู้หญิงถ่ายนู้ด ก็ไม่แปลกที่จะถูกประนาม"...........

สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึง นิยามและความรับรู้ ที่สังคมมีต่อเรือนร่างของสตรีเพศ กำหนดให้ร่างกายผู้หญิงเป็นสัญลักษณ์ของกามารมย์ เป็นสิ่งต้องปกปิด เก็บซ่อน และกลายเป็นความเสื่อม เมื่อเปิดเผยออกมา

ถ้าจะมองแบบชีววิทยา หรือจะมองแบบศาสนา ร่างกายก็เป็นเพียง กายเนื้อที่ประกอบขึ้นมาเป็นรูปร่าง เป็นของปรุงแต่ง มนุษย์เราต่างหาก ที่ไปตีค่าว่ามันต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ยัดเยียดเอา ความหมาย เอาค่านิยมไปใส่ให้มัน
ค่านิยมที่ตีกรอบกำหนดว่า ร่างกายของผู้หญิง คือสัญลักษณ์และสิ่งยั่วยวนทางเพศ
ค่านิยมที่ฝังรากลึก และแม้แต่ผู้หญิงด้วยกันจำนวนมากก็ยังเชื่ออย่างนั้น

ในแต่ละสังคมก็มีกฎเกณฑ์ มาตรฐาน วาระความเหมาะสม ที่รับรู้สืบทอดกันมาไม่เหมือนกัน ในขณะที่ บิกินี่เป็นเรื่องเคอะเขินในสังคมไทย ในสังคมตะวันตก บิกินี่ก็เป็นเรื่องแสนธรรมดา ยิ่งกว่าเสื้อยืดกางเกงยีนส์ จะอ้วนผอม ตึงยาน ก็ใส่ได้ไม่มีข้อจำกัด ถ้าอย่างนั้นผู้หญิงไทยก็ให้หันมาใส่บิกินี่เล่นน้ำ ลุกขึ้นมาแต่งตัววับๆแวมๆเดินเล่น รอบเมือง นักเรียน นักศึกษาให้ใส่ เสื้อฟิตปั๋ง ประลองกำลัง แล้วทำให้มันเป็นเรื่องธรรมดาเหมือนฝรั่ง จะได้เสมอภาคกันไป แบบนั้นก็คงไม่ใช่สิ่งถูกต้อง และยิ่งไม่ใช่ประเด็นของบทความนี้ เพราะนั่นเป็นเรื่องของ ความเหมาะสม กาละเทศะ วัฒนธรรมของสังคม ที่แน่นอนว่าคนในแต่ละสังคมก็ต้องเคารพและปฏิบัติตามกันไป

แต่สิ่งที่อยากให้สังคมได้ลองทบทวนคือ คือมุมมองที่มีต่อเรื่อนร่างของผู้หญิง มุมมองที่สังคมตีกรอบให้ร่างกายผู้หญิงเป็นสัญลักษณ์ทางเพศ เป็นเรื่องน่าอับอาย

ทุกวันนี้ สังคมมีความชัดเจนในการให้ความเสมอภาคแก่ผู้หญิง ทั้งโอกาสทางสังคม การแสดงออกซึ่งความคิด ความสามารถ รวมทั้งการยอมรับในสติปัญญา ศักยภาพ แต่สังคมยังคงแบ่งแยก และไม่มีความชอบธรรมในการตัดสิน กับสิ่งที่เป็นเปลือกนอก อย่างร่างกาย
ทั้งที่ความจริง เรือนร่างของผู้หญิง ก็คือกายเนื้อ ที่ไม่ต่างจากผู้ชาย เจ้าของร่างกายก็ย่อมมีสิทธิชอบธรรมบนกายเนื้อของตัวเอง ที่คนอื่นควรจะยอมรับ และให้เกียรติกับสิทธินั้น
แทนที่สังคมจะสอนแต่ผู้หญิงต้องรักนวลสงวนตัว สังคมควรจะถูกสอนให้รู้จักที่จะเคารพในกายเนื้อของผู้อื่นโดยไม่แบ่งแยกว่าเขาเป็นหญิงหรือชาย ไม่ใช่เมื่อกายเนื้อนั้นเป็นหญิง สังคมก็มีสิทธิ์จะตัดสิน และ ยัดเยียด สัญลักษณ์ทางเพศเข้าไป ให้เป็นเรื่องไม่ถูกไม่ควรตลอดเวลา

ไม่ใช่ว่า เมื่อเท่าเทียมกันคือ ผู้หญิงจะลุกขึ้นมาถอดเสื้อเดินแล้วไม่แปลกอะไร หรือ ว่าผู้หญิงผู้ชาย จะต้องทำอะไรทุกอย่างให้ได้เหมือนกัน
แต่ความเท่าเทียมที่แท้จริง น่าจะหมายถึง การที่ทุกคน ไม่ว่าหญิงหรือชายได้รับความเคารพในสิทธิ และถูกตัดสินจากสังคมได้อย่างเท่าเทียมกัน.

------------------------------------------------------------------------------------------------
Acknowledgement
ฟ้าใส; ที่เป็นแรงบันดาลใจสำหรับบทความนี้
บดินทร์; สำหรับคำแนะนำในรูปแบบการเขียน ที่ดูเหมือนว่า เมื่อเสร็จแล้วจะไม่ออกมาอย่างที่แนะนำศักเท่าไร หะหะ