หากจะสื่อความหมายของการสืบพันธุ์ในแบบของมนุษย์แล้ว คงจะซับซ้อนเกินเลย มากกว่าจะเป็นแค่การสืบเพื่อขยายเผ่าพันธุ์ ในขณะที่การสืบพันธุ์ในโลกของสัตว์นั่น ถูกมองเป็นเรื่องพื้นฐานง่ายๆมานาน
ตัวเมียพบตัวผู้ --- ตัวผู้พยายามดึงดูดความสนใจตัวเมีย --- ปล่อยน้ำเชื้อ --- ลาจากกัน
แต่ในบางเผ่าพันธุ์ การสืบพันธุ์อาจสลับซับซ้อน วุ่นวายกว่าที่เราคิด บางครั้ง พิสดารจนทำให้ ฉากรักของมนุษย์เป็นเพียงนิยายฉากเก่าที่ฉายซ้ำซากไปเลย
ผู้เข้าประกวด sex พิสดารเรื่องแรก คือ "sex ถวายหัว" ของ ตั๊กแตนตำข้าว
โดยทฤษฎีแล้ว "Mantis" (dictionary แปลว่า ตั๊กแตนตำข้าว) ตัวผู้จะออกล่าสวาท ด้วยการกระโดดขึ้นไปเกาะให้แน่นบนหลังตัวเมีย ก่อนจะปล่อยน้ำเชื้อ เสร็จสำราญใจก็กระโดดจากไป หาหลังลงจอดใหม่ แต่นั้น..เป็นเพียงทฤษฎี...! เพราะภาคปฏิบัติมักต่างกันโดยสิ้นเชิง ตัวผู้ส่วนมากพบปัญหา ลื่นจากหลังตัวเมียขณะผสมพันธุ์ และนั่นทำให้หัวของมันยื่นออกไปพอดีที่ขากรรไกรของตัวเมีย และตรงนั่นเองที่มันถูกปลิดชีวิต ด้วยการถูกกัดหัวขาดโดยตัวเมียที่ผสมพันธุ์กันอยู่ การถูกกินหัว ในระหว่างผสมพันธุ์ คงไม่ใช่เรื่องน่าพิสมัยเท่าไร ต่อให้จะเป็น mantis พันธุ์ซาดิสท์ก็ตาม ตัวผู้ จึงต้องมีการประเมินความเสี่ยง ชั่งใจระหว่าง "ความอยากผสมพันธุ์" กับ "ความอยากมีชีวิตอยู่" นักวิทยาศาสตร์ เดาว่า mantis ตัวผู้จะประเมิณจาก ความ aggressive ของตัวเมีย และอายุของตัวมันเอง รวมทั้งความคาดหวังที่จะปล่อยน้ำเชื้อมากกว่าหนึ่งครั้ง เรียกได้ว่า วัวแก่อย่าหวังเคี้ยวหญ้าอ่อน ในโลกของ mantis
ในขณะที่ mantis ตัวเมีย กินตัวผู้ระหว่างการมี sex ผู้เข้าประกวด sex พิสดารลำดับต่อไป เป็นเจ้าแม่ ที่มีฮาเร็มของตัวเองอยู่ในมดลุก "The green spoonworm" ซึ่งมีชื่อเป็นทางการว่า Bonellia viridis เริ่มต้นชีวิตด้วยการเป็นลูกน้ำลอยอยู่ในทะเล จนเมื่อมันสัมผัสพื้นทะเล ใช้เวลาหลายปีโตเป็นหนอนตัวเมียขนาดยาวกว่า 10 cm ในขณะที่ลูกน้ำบางส่วนที่พลาดพลั้งไม่ตกลงพื้นทะเล มาตกอยู่บนหลังตัวเมียเหล่านี้ ตัวเมียจะปล่อยสาร เรียกว่า bonellin เปลี่ยนลูกน้ำนั้นเป็นตัวผู้ที่มีขนาดเล็กกว่า หนอนน้อยช้อนเขียวตัวผู้จะคลานเข้าไปในปากตัวเมีย ก่อนจะไถลไปอาศัยอยู่ในมดลูก ตัวผู้จึงเป็นเหมือนกาฝากในตัวเมีย ไปไหนไปกัน กินไรกินด้วย แต่ตัวเมียเองก็ได้ประโยชน์ เพราะผสมพันธุ์กันในตัวเสร็จสรรพ์ ไม่ต้องออกไปแย่งหาตัวผู้ให้ยุ่งยาก ว่ากันว่าในตัวเมียหนึ่งตัว อาจมีตัวผู้อาศัยอยู่ได้ถึง 20 ตัว
ในขณะที่ B. viridis กลืนกิน หลอมรวมคู่ชีวิตไว้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน สัตว์บางชนิดกลับไม่เห็นความจำเป็นของการมี sex
Aphid หรือ เพลี้ย ผสมพันธุ์กันแค่ปีละครั้ง!
ความจริงแล้ว เพลี้ยตัวเมีย สามารถจะออกลูกออกหลานด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องมีการผสมพันธุ์ โดยใช้หลักการโคลนนิ่ง แต่แล้วทำไมมันถึงต้องมาพบปะ จับคู่เสพสมกับตัวผู้ ปีละหนึ่งครั้ง เหตุผลไม่ใช่เพราะความหว้าเหว่ หรืออะไร แต่เพราะมีสิ่งที่เพลี้ยตัวเมียต้องการจากตัวผู้ นั่นคือ infectious sex การผสมพันธุ์ของเพลี้ยเป็นไปเพราะตัวเมียต้องการติดเชื้อแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์บางชนิดจากตัวผู้ เป็นแบคทีเรียที่จะช่วยย่อยอาหาร หรือ ช่วยกำจัดพยาธิที่เป็นอันตรายต่อเพลี้ยเอง ซึ่งเมื่อได้รับเชื้อโรคนี้จากตัวผู้แล้ว ตัวเมียจะสามารถถ่ายทอด แบคทีเรียเหล่านี้ไปให้ทายาท ลูกหลานเหลนโหลน อีกรายรุ่น โดยไม่จำเป็นต้องมาติดเชื้อใหม่ เพราะฉะนั้น sex แค่ปีละครั้งก็พอเพียงแล้วสำหรับตัวเมีย
เรื่องการออกลูกออกหลานโดยไม่ต้องผสมพันธุ์นั้นไม่ใช่จะมีแต่ในสัตว์วิวัฒนาการล่างๆแบบเพลี้ยเท่านั้น การขยายเผ่าพันธุ์แบบไม่ต้องมีการผสมพันธุ์นั้น เรียกว่า parthenogenesis เป็นการที่ไข่ที่สร้างขึ้นในตัวเมีย เกิดผสมกันเองกับ by product ที่เหลือจากการสร้างไข่นั้น
เหตุการณ์นี้ ถึงแม้จะเกิดขึ้นน้อยมากแต่ก็มีรายงานว่าเกิดขึ้นใน สัตว์เลื้อยคลาน และนก เช่น ไก่งวงบางชนิดที่ถูกแยกจากตัวผู้เป็นเวลานาน เกิดมีลูกเจี๊ยบออกมาแบบไม่ต้องมีพ่อ ด้วย parthenogenesis อย่างไรก็ดี ลุกที่เกิดจาก Parthenogenesis มักผิดปกติและมีอัตราการตายสูง
การมีลูกโดยปราศจาก sex จึงเป็นอีกเรื่องพิสดารที่เกิดขึ้น
bamboo shark สองตัวใน The Field museum ที่ Chicago เกิดออกมาจากแม่ฉลามที่ไม่เคยอยู่ร่วมอ่างกับตัวผู้ จากผลการตรวจสอบยืนยันความบริสุทธุ์ และไม่เคยผ่านมือชายของแม่ฉลาม ลูกฉลามทั้งสองตัวที่เกิดจาก parthenogenesis ตอนนี้ ห้าขวบแล้วและยังแข็งแรงดี ความสามารถขยายเผ่าพันธุ์ ในสภาวะที่ไม่มีตัวผู้อยู่ของฉลามนั้นอาจเป็นสาเหตุหนึ่งให้มันอยู่รอดปลอดภัยบนโลกใบนี้ มากว่า ร้อยล้านปี
เรื่องของแม่ฉลามพรหมจรรย์ ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า วันหนึ่ง วิวัฒนาการแบบนี้ อาจจะก้าวข้ามมาสู่สัตว์ชั้นสูง อย่างลิง และมนุษย์ในที่สุด เมื่อโลกเข้าสู่ภาวะขาดแคลน ประชากรเพศชายสูญหาย เนื่องจากเปลี่ยนเพศไปเป็นหญิงหมด ถึงตอนนั้น มนุษย์ ผู้หญิงอาจจะมีวิวัฒนาการ ท้องขึ้นมาเองได้โดยไม่ต้องมีพ่อ หรืออาจจะปรับตัวโดยการเปลี่ยนไปเป็นเพศชายเสียเอง
ความเป็นไปได้ของการเปลี่ยนเพศไปมาไม่ใช่จะขำๆ ในอาณาจักรสัตว์ เพราะสัตว์หลายชนิดประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนเพศ โดยไม่ต้องพึ่งมีดหมอ เช่น ผึ้ง และปลาบางชนิด แต่สัตว์ที่น่าสนใจ โดยใช้การเปลี่ยนเพศเป็นการรักษาเผ่าพันธุ์ คือ "Mushroom coral" (ย้อนกลับไปวิชา สปช สลน กพอ ที่เคยเรียน ปะการังที่หน้าตาเหมือนกิ่งไม้ มีสถานภาพเป็นสัตว์) ในภาวะที่สิ่งแวดล้อมไม่เป็นใจ เช่นอุณภูมิในน้ำทะเลสูงขึ้น จนปะการังชนิดอื่นตาย mushroom coral มีชีวิตอยู่ได้ด้วยการเปลี่ยนเพศไปเป็นตัวผู้ ไม่ใช่เพราะเพศผู้เป็นเพศที่มีความแข็งแรง สามารถฝันฝ่าสภาพความกดดันไปได้ แต่เป็นเพราะการเป็นตัวผู้นั่นมันง่ายและสบายกว่า ในการผลิตไข่นั่น สูญเสียพลังงานมากมายกว่าการผลิตสเปิร์ม ปะการังเห็ดจึงใช้วิธีเปลี่ยนไปเป็นเพศชายเพื่อเป็นการประหยัดพลังงานนั่นเอง เมื่อ สภาพแวดล้อมกลับสู่ปกติ mushroom coral ตัวไหนจะเปลี่ยนกลับมาเป็นหญิงบ้างก็ขึ้นกับประชากรรอบตัว เพื่อให้มีโอกาสในการผสมพันธุ์มากที่สุด
parthenogenesis แสดงให้เห็นว่า อสุจิไม่ใช่สิ่งจำเป็นของการดำรงเผ่าพันธุ์ แล้วถ้าประโยชน์อันน้อยนิดอย่างเดียวที่คุณมีต่อเผ่าพันธุ์ คือ อสุจิ คุณก็มีโอกาสสูงที่จะถูกมองข้าม หรือ อาจจะถูกลบออกไปจากเผ่าพันธุ์ เช่น มดคันไฟ
ในขณะที่ราชินีมดและลูกๆผู้หญิงทำงานอย่างหนัก เพื่อขยายอาณาจักร มดคันไฟตัวผู้มีหน้าที่เพียงอย่างเดียว คือผสมพันธุ์ และนั่นไม่ได้ทำให้มันกลายเป็นราชา! ไข่มดถูกวางโดยราชินีมดที่เกิดจากการโคลนนิ่งจากราชินีมดตัวก่อน ไข่ที่ตัวผุู้ผสมจะกลายเป็นมดตัวเมียที่เป็นหมัน ในขณะที่มดตัวผู้เกิดจากไข่เปล่าทีไม่มีสารพันธุกรรมใดใดของราชินีมดอยุ่ (แต่บังเอิญถูกผสม)
เมื่อเป็นอย่างนี้ มดตัวผู้จึงไม่มีสิทธิฝากฝังพันธุกรรมใดใดของตัวเองลงไปในลูกหลานมด เรียกว่าไม่มีลุกหลานที่เป็นเลือดเนื้อเชื้อไข และถุกตัดออกไปจากวงจรการวิวัฒนาการอย่างสิ้นเชิง ในขณะที่เราเรียกมันว่า" มดตัวผู้" มดตัวเมียอาจไม่ได้มองว่ามันเป็น "มด" เลยก็ได้
ชีวิตรักที่แปลกประหลาดเหล่านี้ แสดงถึงการเลือกสรรค์ของธรรมชาติเพื่อดำรงและรักษาเผ่าพันธุ์ ตัวอย่างของมดคันไฟ ทำให้สะกิดใจว่า การมีจำนวนน้อยกว่า ไม่ได้ทำให้มีอำนาจต่อรองเหนือกว่า หรือเป็นที่ต้องการเสมอไป ทฤษฎี demand/supply จึงใช้ไม่ได้ เมื่อคุณเป็นเพียง "อสุจิเดินได้"...
บทความที่มา :
Curious Liaisons: Nature's weirdest sex lives
06 July 2010 by Michael Brooks
Magazine issue 2767. Subscribe and save

