There is no such thing like LUCK or DESTINY in the Tiger's world. Any thing happens because Tiger makes it happened.
Sunday, July 31, 2011
นิทาน หิ่งห้อยแดง
Tuesday, July 5, 2011
สี่ Movies in my mind.
วันหยุดที่ผ่านมา ได้มีโอกาสไปดูหนังสองเรื่องติดกัน คือ Transformer 3 และ Midnight in Paris ทำให้ช่วงนี้ในหัวมักจะนึกไปถึงหนังเรื่องต่างๆที่ผ่านมา ก่อนหน้านี้เคยเขียนบทความสั้นๆถึงหนังอยู่สองเรื่อง คือ 500 days of summer และ blue valentines แต่ความจริงมีหนังอีกหลายเรื่องที่ติดใจ และยังวฯเวียนอยู่ในหัวเนืองๆ วันนี้ว่างๆก็เลยอยากจะเขียนถึงหนังเหล่านี้ดู ขอเขียนในแบบ ความพอใจส่วนตัว ไม่ได้อยากให้เห็นด้วย และไม่อ้างอิงหลักการทฤษฎีภาพยนตร์ใดใด เขียนกันมั่วๆ แบบคนไม่ใช่กูรูเนี่ยแหละ ในบรรดาหนังทั้งหลายที่ได้ดูในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา หนังที่ข้าพเจ้านึกถึงมากที่สุดตอนนี้ ได้แก่
อันดับ1. Inception
Inception เป็นหนังเกี่ยวกับ.... (ไม่ขอสรุป ยังไม่แน่ใจว่าตัวเองดูแล้วเข้าใจรึเปล่า) เหตุผลที่ inception มาเป็นอันดับหนึ่งนั้น เพราะตอนที่เดินออกจากโรงคนเดียวอย่างมึนๆ คำถามแรกที่ผุดขึ้นมาคือ นี่ตรูฝันอยู่รึเปล่า เอ๊ะ ไปเอา totem มาปั่นหน่อยสิ ว่าที่ยืนอยู่นี่โลกความจริงใช่ไม๊ (ขนาดนั้นกันเลยทีเดียว) เป็นหนังที่นั่งหลังไม่ติดเบาะ ตั้งแต่ต้นจนจบ ทั้งเอฟเฟคอลังการงานสร้าง ผสมกับ บทพูดรัวยาวเหยียด ต้องดูกันแบบตั้งสมาธิวินาทีต่อวินาที เป็นหนังที่ข้าพเจ้าเชียร์ให้ได้ออสการ์ ถึงรู้ว่าไม่มีหวัง ที่ประทับใจมากเป็นพิเศษคือ Plot ของเรื่องทีมีพื้นฐานเกี่ยวกับ ความฝัน การอ่านใจและ จิตใต้สำนึก ซึ่งเป็นเรื่องฮอตที่นักวิทยาศาสตร์พยายามค้นหาคำตอบ เรื่องราวในหนังอาจจะเป็นจินตนาการแบบสุดขั้วโลก แต่ไม่ใช่จิตนาการที่มาแบบลอยๆ เพราะในทางวิทยาศาสตร์ ก็มีการพูดถึง lucid dream หรือการฝันแบบรู้สึกตัวว่าเราฝันอยู่ มี subject ที่ถูก train ให้ฝันแบบนี้ เพื่อเข้าร่วมการทดลอง หรืออย่าง MRI scanner ที่สามารถถ่ายรูปคลื่นสมองและแปลผลออกมาเป็นภาพที่ subject กำลังดูอยู่ได้ มียานอนหลับที่ทำให้เกิด vivid dream หรือฝันเหมือนจริงจนคิดว่าตื่นอยู่ สำหรับข้าพเจ้า inception จึงไม่ใช่แค่หนัง sci fi ฝันเฟื่อง แต่เป็นหนังที่เนียนและน่าทึ่งมาก concept ของหนังอยู่กึ่งกลางระหว่างวิทยาศาสตร์กับนามธรรมแล้วแต่ใครจะตีความ ดูจบแล้วมึนไปได้อีกหลายวัน ถูกใจเด็กเนิร์ดอย่างแรง
อันดับ 2. Toy story 3
นี่คืออนิเมชั่นที่สมบูรณ์ที่สุดในสามโลก (ในความคิดข้าพเจ้า) ครบทุกรส ถึงทุกอย่าง ฉากน่ารักก็น่ารักได้สุดใจ ฉากตลกก็ตลกแบบให้หัวเราะเต็มที่ ตอนซึ้งก็เรียกน้ำตาได้อย่างกับหนังดราม่า ทั้งที่เป็นอนิเมชั่น แต่บทและ message ของหนังทำได้ น้ำดีมาก ซาบซึ้ง ประทับใจ ไม่มีการกั๊กให้ออกมาเป็นการ์ตูนแป๋วแหวว ไม่ต้องกลัวว่าเด็กที่มาดูจะน้อยใจ (ขนาดตัวร้าย ลุงหมีสีชมพูตัวนั้น ยังไม่มีกลับใจ ร้ายจนนาทีสุดท้าย) แถมหนังยังกล้าที่จะจบแบบ bitter sweet แทนที่จะเป็น cliche' happy ending เพื่อทิ้ง message ให้คนดู ครบถ้วนสมกับเป็น animation ที่ได้เข้าชิง ออสการ์ เหมือนกินแกงส้มชะอมไข่ ที่พริกแกงถึงที่ เปรี้ยวหวานมันเค็ม
อันดับ 3. The kids are alright
The kids are alright เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับคู่เกย์ผู้หญิง แสดงโดย Annette Bening และ Julianne Moore ที่แต่งงานสร้างครอบครัว ทั้งคู่มีลูกกันคนละคน โดยใช้ sperm ที่ บริจาคจากผู้ชายคนเดียวกัน สิ่งแรกที่ข้าพเจ้าเลิฟหนังเรื่องนี้คือ Annette Bening ที่เล่นเป็นทอมได้แบบ ธรรมชาติมากก ไม่ขาดไม่เกิน ไม่ได้ทำตัวก๋ากั๋น ไม่ได้พยายามแมน แต่เป็นแค่คนคนนึงที่รักผู้หญิงคนหนึ่งอย่างใจจริง พร้อมจะให้อภัย และ ยืนหยัดปกป้องครอบครัวของเธอ ฉากที่ Nic (Annette Bening) พูดกับ Paul (biological father ของลูกของเธอ) "This is my family. If you want a family so much, go out and make one of your own” กระแทกใจ แบบรู้สึกจุกอกแทนคุณ Paul ไปเลย อีกอย่างที่ทำให้ข้าพเจ้าชอบหนังเรื่องนี้มาก คือ การนำเสนอความรักระหว่างคนสองคน ความหมายของคำว่าครอบครัวในแบบที่ไม่มีข้อผูกมัดในเรื่องของเพศ เป็นหนังที่ทำเรื่องความรักระหว่างเพศเดียวกัน ได้จริงใจ เป็นธรรมชาติ แสดงให้เห็นว่า ความรัก และครอบครัว อยู่เหนือกว่า มายาคติเดิมๆของสังคม ว่า ครอบครัวที่สมบูรณ์ต้องประกอบด้วย พ่อ แม่ ลูก หรือ ความรักระหว่างผู้หญิงผู้ชายเท่านั้น ที่เป็นของจริงหรือรักแท้
Feminist อย่างดิชั้น จึงปลื้มมาก
อันดับ 4. Transformer 3
นักเขียนชื่อดัง Roundfinger เคย Tweet ว่า "คนดู"ดูหนังแบบเอาตัวเข้าไปในหนัง "นักวิจารณ์"ดูหนังแบบถอยตัวเองออกมา สาเหตุที่ Transformer 3 เป็นหนังที่ข้าพเจ้านึกถึงมากที่สุดตอนนี้ เพราะนี่เป็นหนังเรื่องแรก ที่ เข้าไปดูในโรง แล้วข้าพเจ้ารู้สึกว่า เราคือนักวิจารณ์หนัง! แสงสีเสียงที่กระหึ่มในโรง ไม่สามารถช่วยให้ข้าพเจ้า เอาตัวเข้าไปในหนังได้ แบบที่ "คนดู" ควรจะเป็นเลย ยิ่งดูยิ่งถอยออกมา ฉากจบนี่รู้สึกเหมือนออกไปอยู่ที่ประตูแล้ว จึงเป็นประสบการณ์แรกในการดูหนัง ที่ระหว่างดูก็สมมติตัวเองเป็นนักวิจารณ์ สังเกตดูว่า หนังมีจุดห่วย มีจุดไม่เข้าท่าตรงไหนบ้าง ซึ่งไม่ผิดหวัง เพราะข้าพเจ้าหาได้ตลอดทั้งเรื่องเลย ตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่ว่าจะฉากเปิดปูเรื่องบนดวงจันทร์ที่ไม่มีความเนียน พระเอกที่กรี๊ดเหมือนกำลังเล่นรถไฟเหาะตลอดเวลา บางฉากก็โหวกเหวกโวยวายอย่างไม่มีที่มา การโผล่มาของตัวละครแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย , มุขตลกที่ไม่ขำแต่กระอักกระอ่วน และอื่นๆอีกมากมาย etc...(สิ่งเดียวที่เวิร์กที่สุดในหนังเรื่องนี้ คือ พี่ Josh Duhamel ในบทกัปตันทหารหนุ่ม) อย่างไรก็ดี นี่เป็นประสบการณ์การดูหนังที่ข้าพเจ้า enjoy มากระดับหนึ่ง และยังคงสนุกสนานทุกครั้งที่นึกถึงความขาดเกินของหนังเรื่องนี้ (ผู้ใดสนใจอยากเม้าเรื่อง transformer 3 หลังไมค์ได้เลย)
ตามหลักสากลแล้ว หากจะจัดอันดับอะไร ก็ควรจะเป็นสามอันดับ ห้าอันดับ หรือ สิบอันดับ
แต่... ตอนนี้ ที่วนเวียนอยู่ในหัวก็มีแค่สี่เรื่องนี้ ครั้นจะหามาเพิ่มให้เป็นห้าอันดับ ตามหลักสากลก็จะเหนื่อยเกินไป
จึงขอจบไว้เท่านี้ละกัน.........
สวัสดี