
ไม่นานมานี้ เพื่อนสาวคนหนึ่งได้โพสต์รูปใส่บิกินี่ น่ารักน่าชัง เซ็กซี่นิดๆ วับแวม หน่อยๆ ลงใน facebook หลังจากชื่นชมรูปเพื่อนสาว เล็กน้อย แบบไม่ค่อยสนใจเท่าไรแล้ว ก็หันกลับไปชื่นชมรูปของตัวเอง ที่เคยถ่ายเอาไว้เหมือนกัน เข้าไปพินิจ พิจารณา หลงตัวเองอยู่พักใหญ่ ตั้งแต่มี facebook เป็นของตัวเองแล้ว สารพัดสารเพ โพสต์ นู่นโพสต์นี่อยู่แรมปี เรตติ้งก็ยังงั้นๆ พอมีไอ้รูป บิกินี่ อันนี้แหละ เรียกเรตติ้ง ได้แบบทะลุเป้า ทั้ง like ทั้ง คอมเม้นทะลักทะลาย ต้องขอขอบคุณ facebook ที่ไม่ทำปุ่ม dislike ให้คลิก ไม่งั้นอาจมีการทำร้ายจิตใจกันได้
ไอ้ตอนแรก ก็คิดว่า ที่กระแสตอบรับ ถล่มทลาย นั้นเป็นเพราะความฮอตส่วนบุคคลของเรา กดไปดูของเพื่อนสาว กระแสตอบรับก็ไม่น้อยหน้า เลยได้รู้ว่า สิ่งที่ฮอต ไม่ใช่เรา แต่มันคือ "บิกินี่" นั่นเอง
ในตอนนั้น ความคิดที่อยากจะใส่บิกินี่ ถ่ายรูปอวดชาวบ้าน นอกจากจะอยากเรียกเรตติ้งก่อนแก่แล้ว ความคิดตอนนั้นคือ อยากเป็นส่วนหนึ่งที่จะแสดงให้สังคมได้เห็นว่า เราไม่สามารถจะ ตัดสินคนหรือสิ่งต่างๆจาก ภาพลักษณ์ที่เราวาดขึ้นมา หรือ กรอบที่เรายึดติดเอาไว้ เช่น คนมีรอยสัก เจาะหู เจาะปาก ต้องเกเร คนฉลาด เรียนเก่ง ต้องเรียบร้อยเชยๆ คนกินเหล้า สูบบุหรี่ ต้องไม่ดี ผู้หญิงแต่งตัวเซ็กซี่ ต้องแรง อะไรแบบนั้น
หลังจาก เสียงตอบรับของบิกินี่ที่ค่อนไปทางบวก ทั้งของตัวเองและเพื่อนสาว ก็ทำให้รู้สึกขึ้นมาว่า สังคมสมัยนี้ ได้เปลี่ยนแปลงแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ยุคสมัยนี้ ผู้หญิงไม่ได้อยากสวยแบบบาร์บี้ หรือ เก่งเป็นป้าแว่น ไม่ได้อยากดูดีเพื่อเอาใจผู้ชาย แต่มันเป็นยุคสมัย ที่ผูหญิงลุกขึ้นมาสวยแบบ "เริ่ด เชิด หยิ่ง" มีความภาคภูมิใจ มีความมั่นใจที่จะทำให้ตัวเองดูดี เพื่อตัวเอง และพร้อมที่จะก้าวไปแบบเคียงบ่าเคียงไหล่กับผู้ชาย
แต่ไม่ว่า ยุคสมัยจะสนับสนุนสาวเก่ง สาวมั่นยังไง ในสังคมไทยก็ใช่ว่า คำว่า"แรงส์" กับ"บิกินี่" จะหมดไป หรือ การโชวเนื้อหนังมังสาของผู้หญิง (แบบไม่อุดจาด หรือ อนาจารนะ) จะเป็นที่ยอมรับ หรือเห็นดีเห็นงามของสังคมเสมอไป
สิ่งหนึ่งที่ทำให้กระตุกความคิดขึนมาคือ ไม่ว่า โลกจะหมุนไปไกลสักแค่ไหน สิทธิสตรีจะถุกหยิบยก หรือต่อสู้มานานเท่าไร ไม่ว่าเราจะมีผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จ ขึ้นแท่นเป็นผู้นำ เป็น CEO นักการเมือง ออกมามากมายแค่ไหน ไม่ว่าผู้หญิงอย่างเราจะแสดงศักยภาพ และพยายามฝ่าวงล้อมเบียดเสียดขึ้นมาอยู่ในระดับแห่งความเสมอภาคยังไง สิ่งหนึ่งที่ยังคงอยู่เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงมาตั้งแต่ก่อนสุโขทัย คือ การที่สรีระของผู้หญิงถูกมองเป็นเรื่องสัญลักษณ์ทางเพศ
เคยมีรายการหนึ่งทางช่อง abc ชื่อ what would you do จัดฉากขึ้นมา โดยให้พนักงานเสริฟอาหารผู้หญิงแต่งตัวเซ็กซี่เล็กน้อย ถูกลวนลามโดยผู้จัดการร้าน พนักงานสาวพยายามปัดป้อง และหลบเลี่ยง เหตุการณ์ทั้งหมด เกิดต่อหน้าลูกค้าในร้านที่ไม่รู้ว่านี่คือการจัดฉาก ปรากฏว่า จากกลุ่มลูกค้า จำนวน หลายสิบโต๊ะที่เข้ามาใช้บริการและเห็นเหตุการณ์ มีเพียงโต๊ะเดียวเท่านั้นที่ออกตัว ต่อว่า การกระทำของผู้จัดการร้าน โดยที่เหลือส่วนมากให้เหตุผลที่ไม่ยุ่งว่า เป็นเพราะพนักงานคนนั้นแต่งตัวยั่วยวนเอง จึงไม่แปลกที่จะโดนลวนลาม..
"แต่งตัวยั่วยวน จึงไม่แปลกที่จะโดนลวนลาม"............
คำ ผกา นักเขียนชื่อดัง ครั้งหนึ่งเคยถ่ายภาพนู้ด ลงหนังสือ GM เพื่อแสดงจุดยืน ในเรื่องเพศ คำผกาเองมีจุดยืนที่ชัดเจน เกี่ยวกับเรื่องเพศ และ ความสัมพันธุ์ต่อการเมืองและสังคม ความตั้งใจของเธอ คืออยากให้คนในสังคมทบทวนเรื่องของร่างกายกันใหม่ ว่ามันก็เป็นเพียงสิ่งที่ถูกสังคมและประวัติศาสตร์ตีค่าให้ โดยที่ไม่ได้มีความหมายอย่างนั้นอย่างนี้ด้วยตัวมันเอง
การถ่ายนู้ดครั้งนั้นของ คำผกา ถูกวิจารณ์ อย่างหนาหู ถ้าไม่ชื่นชม ก็กรนด่า และแน่นอนถ้าไม่ส่วนมากก็ส่วนใหญ่ เป็นไปในทางลบ บางคนก็ว่า เธอทำเพราะอยากดัง อยากได้เงิน บ้างก็ว่าเธอว่า เรื่องอื่นคิดได้เรื่องอย่างนี้คิดไม่ได้ สารพัดสารเพ หลายคนแสดงความผิดหวัง หมดความเชื่อถือ และไม่อยากอ่านผลงานของเธออีกเลยก็มี ความเห็นที่เป็นไปในทางลบต่อการกระทำของเธอนั้นมาจากเหตุผลเดียว คือ เธอถ่ายนู้ด !
คำ ผกา อาจมี เหตุผล ความเชื่อ อุดมการณ์ ที่น่าสนใจมากมาย ที่ทำให้เธอตัดสินใจทำ แต่ใครจะอยากเข้าใจจุดนั้น ทั้งหมดนั้น จะสำคัญอะไร เมื่อผู้หญิงคนนึงลุกขึ้นมาถ่ายนู้ด ก็ไม่แปลกที่จะถูกประนาม
"เมื่อผู้หญิงถ่ายนู้ด ก็ไม่แปลกที่จะถูกประนาม"...........
สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึง นิยามและความรับรู้ ที่สังคมมีต่อเรือนร่างของสตรีเพศ กำหนดให้ร่างกายผู้หญิงเป็นสัญลักษณ์ของกามารมย์ เป็นสิ่งต้องปกปิด เก็บซ่อน และกลายเป็นความเสื่อม เมื่อเปิดเผยออกมา
ถ้าจะมองแบบชีววิทยา หรือจะมองแบบศาสนา ร่างกายก็เป็นเพียง กายเนื้อที่ประกอบขึ้นมาเป็นรูปร่าง เป็นของปรุงแต่ง มนุษย์เราต่างหาก ที่ไปตีค่าว่ามันต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ยัดเยียดเอา ความหมาย เอาค่านิยมไปใส่ให้มัน
ค่านิยมที่ตีกรอบกำหนดว่า ร่างกายของผู้หญิง คือสัญลักษณ์และสิ่งยั่วยวนทางเพศ
ค่านิยมที่ฝังรากลึก และแม้แต่ผู้หญิงด้วยกันจำนวนมากก็ยังเชื่ออย่างนั้น
ในแต่ละสังคมก็มีกฎเกณฑ์ มาตรฐาน วาระความเหมาะสม ที่รับรู้สืบทอดกันมาไม่เหมือนกัน ในขณะที่ บิกินี่เป็นเรื่องเคอะเขินในสังคมไทย ในสังคมตะวันตก บิกินี่ก็เป็นเรื่องแสนธรรมดา ยิ่งกว่าเสื้อยืดกางเกงยีนส์ จะอ้วนผอม ตึงยาน ก็ใส่ได้ไม่มีข้อจำกัด ถ้าอย่างนั้นผู้หญิงไทยก็ให้หันมาใส่บิกินี่เล่นน้ำ ลุกขึ้นมาแต่งตัววับๆแวมๆเดินเล่น รอบเมือง นักเรียน นักศึกษาให้ใส่ เสื้อฟิตปั๋ง ประลองกำลัง แล้วทำให้มันเป็นเรื่องธรรมดาเหมือนฝรั่ง จะได้เสมอภาคกันไป แบบนั้นก็คงไม่ใช่สิ่งถูกต้อง และยิ่งไม่ใช่ประเด็นของบทความนี้ เพราะนั่นเป็นเรื่องของ ความเหมาะสม กาละเทศะ วัฒนธรรมของสังคม ที่แน่นอนว่าคนในแต่ละสังคมก็ต้องเคารพและปฏิบัติตามกันไป
แต่สิ่งที่อยากให้สังคมได้ลองทบทวนคือ คือมุมมองที่มีต่อเรื่อนร่างของผู้หญิง มุมมองที่สังคมตีกรอบให้ร่างกายผู้หญิงเป็นสัญลักษณ์ทางเพศ เป็นเรื่องน่าอับอาย
ทุกวันนี้ สังคมมีความชัดเจนในการให้ความเสมอภาคแก่ผู้หญิง ทั้งโอกาสทางสังคม การแสดงออกซึ่งความคิด ความสามารถ รวมทั้งการยอมรับในสติปัญญา ศักยภาพ แต่สังคมยังคงแบ่งแยก และไม่มีความชอบธรรมในการตัดสิน กับสิ่งที่เป็นเปลือกนอก อย่างร่างกาย
ทั้งที่ความจริง เรือนร่างของผู้หญิง ก็คือกายเนื้อ ที่ไม่ต่างจากผู้ชาย เจ้าของร่างกายก็ย่อมมีสิทธิชอบธรรมบนกายเนื้อของตัวเอง ที่คนอื่นควรจะยอมรับ และให้เกียรติกับสิทธินั้น
แทนที่สังคมจะสอนแต่ผู้หญิงต้องรักนวลสงวนตัว สังคมควรจะถูกสอนให้รู้จักที่จะเคารพในกายเนื้อของผู้อื่นโดยไม่แบ่งแยกว่าเขาเป็นหญิงหรือชาย ไม่ใช่เมื่อกายเนื้อนั้นเป็นหญิง สังคมก็มีสิทธิ์จะตัดสิน และ ยัดเยียด สัญลักษณ์ทางเพศเข้าไป ให้เป็นเรื่องไม่ถูกไม่ควรตลอดเวลา
ไม่ใช่ว่า เมื่อเท่าเทียมกันคือ ผู้หญิงจะลุกขึ้นมาถอดเสื้อเดินแล้วไม่แปลกอะไร หรือ ว่าผู้หญิงผู้ชาย จะต้องทำอะไรทุกอย่างให้ได้เหมือนกัน
แต่ความเท่าเทียมที่แท้จริง น่าจะหมายถึง การที่ทุกคน ไม่ว่าหญิงหรือชายได้รับความเคารพในสิทธิ และถูกตัดสินจากสังคมได้อย่างเท่าเทียมกัน.
------------------------------------------------------------------------------------------------
Acknowledgement
ฟ้าใส; ที่เป็นแรงบันดาลใจสำหรับบทความนี้
บดินทร์; สำหรับคำแนะนำในรูปแบบการเขียน ที่ดูเหมือนว่า เมื่อเสร็จแล้วจะไม่ออกมาอย่างที่แนะนำศักเท่าไร หะหะ