ได้มีโอกาสอ่านบทความหนึ่งใน website ประชาไท แค่เห็นชื่อ web ก็ทำให้คิดว่า บทความนี้คงจะมีสีแดงติดอยู่ ทำให้นึกขึ้นมาว่า บทความแบบนี้ จะมีคนที่ต่อต้านการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงอ่านบ้างมั้ย เชื่อเถิดว่าคงมีน้อยคนนักจะยอมอ่าน หรือถ้าจะอ่านก็คงอ่านเพื่อด่า ไม่ได้ตั้งใจฟังเนื้อหาในนั้น ทั้งที่บางส่วนในบทความก็ได้สะท้อนความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในสังคม ความจริงที่ไม่ได้ถูกปิดกั้นให้เผยแพร่ แต่เป็นความจริงที่ผู้คนปิดกั้นที่จะรับรู้
แล้วก็เชื่ออีกได้เถิดว่า ฝ่ายที่สนับสนุนการชุมนุม จะอ่านบทความนี้อย่างออกรสออกชาด เห็นด้วยและอินไปกับมันทั้งที่ ภาพรวมของบทความดูจะเพิกเฉยต่อความไม่ถูกต้องของการชุมนุม รวมทั้งความเสียหายของประเทศที่เกิดขึ้น บทความนี้จึงมีสองด้าน ทั้งที่สมเหตุผล และที่ไม่ ซึ่งไม่ต่างอะไรกับ เหตุการณ์ หรือผู้คนที่เราต้องพบเจอในชีวิตประจำวัน
แล้วเหตุใด เมื่อคนสองฝ่ายอ่านบทความเดียวกัน จึงเกิดความรู้สึกที่ไม่เหมือนกันต่อบทความนั้น ทั้งที่ข้อความก็ทำหน้าที่สื่อสารของมัน ไม่ได้เปลี่ยนแปลง
มีบทความหนึ่ง ใน new scientist วารสารทางวิทยาศาสตร์ชื่อดัง ได้พูดถึง ความแตกต่างระหว่าง sceptic และ denier คำสองคำถ้ามองเผินๆ ความหมายก็ดูจะคาบเกี่ยวกัน เพราะอ้างถึงคนที่ตั้งแง่ หรือตั้งคำถามให้กับหลักการ หรือความเชื่อที่มีคนกล่าวอ้างไว้ sceptic ถือเป็นหัวใจของการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์อย่างมาก คนที่ sceptic คือ คนที่ตรวจสอบหลักฐานอ้างอิงแต่ละอัน อย่างถี่ถ้วน และปล่อยให้หลักฐานและความจริงนำไปสู่ข้อสรุป ในขณะที่ denier จะมองหาเฉพาะหลักฐานเพื่อสนับสนุนความเชื่อที่มีอยู่เดิม และปฏิเสธ หรือ เพิกเฉยต่อข้อมูลที่เหลือ
การรับรู้ข้อมูลของ denier จึงเป็นการรับรู้ข้อมูลแบบให้ความเชื่อนำทาง คือเลือกที่จะรับแต่ข้อมูลที่สนับสนุนความคิดของตัวเอง การรับรู้ข้อมูลนั้น ไม่ได้หมายถึงแค่การอ่าน การดู หรือการรับฟังเท่านั้น แต่หมายถึง การเปิดรับให้ข้อมูลได้ผ่านเข้าไปพิจารณา อย่างมีสติและรอบคอบในกระบวนการความคิด
ถ้าลองดูการรับรู้ข่าวสารของคนไทยตอนนี้ คงต้องบอกว่า นี่คือตัวอย่างของการเป็น denier อย่างชัดเจน เพราะผู้คนเลือกจะเสพข้อมูลเพียงด้านเดียว ด้านที่สนับสนุนความเชื่อพื้นฐานของตัวเอง เมื่อการรับข้อมูลเป็นไปแบบด้านเดียวก็ไม่ต่างจากธุรกิจผูกขาด คนเสพข้อมูลกลายเป็นเหยื่อของคนให้ข้อมูล เพราะไม่ว่าจะใส่สีใส่ไข่ยังไง หากสนับสนุนความเชื่อของผู้อ่านแล้ว ย่อมเป็นที่ถูกอกถูกใจ และเป็นที่ยอมรับว่าจริง การรับรู้ข้อมูลโดยใช้ความเชื่อของตัวเองนำทางนั้น นอกจากจะเสี่ยงต่อการได้ข้อมูลที่บิดเบือน หนักเข้าอาจทำให้เกิดภาวะขาดสติสัมปชัญญะ ในการแยกผิดถูก เพราะถือว่าถูกต้องตรงกับความเชื่อของตัวเอง
การรับรู้แบบ denial ในสังคมไทย ถือเป็นระยะสุดท้าย ขั้นสาหัส เพราะไม่เพียงแต่ปฏิเสธความเห็นที่แตกต่างเท่านั้น แต่ไม่ยอมรับ แม้กระทั่ง หลักฐานอ้างอิงที่พิสูจน์ได้ อย่างที่จะเห็น คนเสื้อแดงปฏิเสธความจริงเรื่องการคอรัปชั่นของทักษิณ ชินวัตร ทั้งที่หลักฐาน ข้อมูลทั้งหลายก็ถูกพิสูจน์อย่างชัดเจน จนไม่มีอะไรต้องกังขาอีกแล้ว แต่คนเหล่านี้ก็ยังฝังตัวเองอยู่ในโลกที่เห็นทักษิณเป็นคนดี โดยไม่ยอมกระโดดออกมาสู่โลกความจริงที่ตรงข้ามกับความรู้สึกของตัวเอง หรือ คนเสื้อเหลืองที่ปฏิเสธการเสียชีวิตของคนเสื้อแดงว่าเป็นการสูญเสียโดย มองว่าเป็นการตายของผู้ก่อการร้าย ไม่ใช่ประชาชน ทั้งที่ความจริง ในจำนวนคนเป็นหมื่นๆแสนๆ ไม่อาจจะเป็นผู้ก่อการร้ายได้ทั้งหมด และแน่นอนว่าที่เหลือต้องเป็นประชาชนธรรมดา ซึ่งการตายของประชาชนผู้บริสุทธิ์ก็ย่อมเป็นความสูญเสียไม่ว่าเขาจะใส่เสื้อสีใด
การปล่อยให้ความเชื่อนำทางนอกจากจะเสี่ยงต่อการเป็นเบี้ยล่างของข้อมูล ที่สำคัญคือทำให้สูญเสียสมรรถภาพในการแยะแยะ ดี ชั่ว ถูก ผิด เพราะยึดถือเอาความเชื่อของตัวเองเป็นหลัก สมองรับรู้แต่ข้อมูลที่สนับสนุนความเชื่อของตัวเอง สุดท้ายก็มองว่า หลักการทีเราศรัทธาคือ ความดี ความถูก อะไรที่ขัดแย้งคือ ความผิด การปล่อยสมองให้ตกเป็นทาสของการรับรู้แบบนี้ หนักเข้ากลายเป็นเรื่องน่ากลัวและส่งผลกระทบกับสังคมได้อย่างเหลือเชื่อ ตัวอย่างของความน่ากลัวนี้เห็นได้ชัดจากการกระทำที่เกินเลยของคนในสังคม โดยปราศจากการยั้งคิดว่าสิ่งที่ทำนั้นถูกต้องหรือไม่ เช่นเลือกที่จะทำผิดกฏหมาย สร้างความเสียหาย หรือแม้กระทั่งสนับสนุนความรุนแรง เพียงเพื่อบรรลุ หลักการ ความเชื่อ ความศรัทธาของตนเอง
ใน new scientist นั้น ให้การแยกระหว่าง sceptic กับ denier ไว้อย่างง่ายๆ จากความยินดีที่จะปรับความคิด เมื่อได้รับข้อมูลใหม่ๆ sceptic สามารถเปลี่ยนทัศนคติตามข้อมูล ในขณะที่ denier จะยังคงปฏิเสธต่อไป
การสงสัยและตั้งคำถามกับข้อมูลที่ได้รับ และพร้อมจะเปลี่ยนทัศนคติไปตามหลักฐานที่มี จะเป็นการเปิดปัญญาให้เห็นความเป็นจริง ตัดสินใจสิ่งต่างๆบนพื้นฐานของความถูกต้อง แต่การยืนกรานปฎิเสธ และไม่ยอมรับรู้ข้อมูลเพียงเพราะมันขัดกับความเชื่อที่มีอยู่เดิม เป็นเหมือนการมีตาก็ไม่ใช้ตามอง มีหูก็ไม่ใช่หูฟัง มีปัญญา ก็ขังมันไว้ในกรอบแคบๆของตัวเอง.
Inspired by