Pages

Friday, June 18, 2010

ไม่รู้ ฉาก.3

6.00 am.
แสงแดดส่องทั่วห้อง นกร้องเซ็งแซ่
บนพื้นในห้องเล็กๆที่รกรุงรัง

เพราะความฝันเมื่อคืน ทำให้เขาว้าวุ่นถึงขีดสุด รู้ดีว่า วันนี้ทั้งวันต้องเตรียมรับมือกับความแปรปรวนในช่องท้องที่จะเกิดขึ้น เขาไม่รู้ว่ามันคืออะไร รู้แต่เขาไม่ชอบความรู้สึกนี้ ความรู้สึกที่เหมือนมีคลื่นยักษ์มาซัดกระทบฝั่งซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่ใจกลางตัวเขา ตรงกลางที่เขาเดาว่าน่าจะเป็นแถวช่องท้อง

ความรู้สึกหนึ่งที่เขาเก็บมันไว้ เก็บไว้จนลืมไปว่ามันมีอยู่
เพราะความฝันนั่น ที่ทำให้เขากลัว
ความฝันที่ก่อคลื่นยักษ์ในตัวเขา ความฝันที่จะมาเปิดประตูให้ความรู้สึกที่เขาทั้งซ่อนทั้งขังมันไว้ได้ออกมา ความรู้สึกที่เขาไม่ยอมรับว่ามีอยู่

เขาเป็นกูรู เป็นศิลานีผู้ไขปัญหารัก คนรอบข้างหากไม่บอกก็มองเขาเป็นแบบนั้น
แต่เขารู้ดี เขารู้อยู่เต็มหัวใจ แม้ไม่เคยพูดออกไป คนพวกนั้นไม่รู้จักเขาสักนิดเดียว

เขาไม่รู้จักความรัก เขาอาจจะเคยรู้จักนานมาแล้ว แต่เขาก็ไม่แน่ใจว่ามันคือความรัก ที่รู้ก็คือ เขาไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับความรักหลงเหลืออยู่เลย ความรักสำหรับเขา คือคนแปลกหน้าที่ไม่มีตัวตน

ภายใต้ บุคลิกที่ดูสดใสและแววตาแห่งความเชื่อมั่น
เลยหัวใจลึกเข้าไปตรงกลางช่องท้อง เขาคิดว่ามีบางอย่างในตัวเขาที่หายไป บางอย่างที่เขาไม่รู้ว่าคืออะไร
เหลือไว้แต่หลุมลึก ที่เขาไม่รู้มันเกิดขึ้นเมื่อไร รู้แต่ว่า ช่วงเวลาเดียวที่หลุมนั้นจะถูกกลบได้
คือ ห้วงเวลาที่เขาอยู่ในความฝันนั้น

ความปั่นป่วนเพิ่มขึ้นทุกที เมื่อเขาเริ่มจะรู้ว่า ความฝันนั่นไม่เพียงแต่กลบหลุมดำในตัวเขา แต่มันบังคับ บังคับให้เขาต้องยอมรับความจริง ความจริงที่เขาปิดไว้จนไม่มีใครเห็นแม้แต่ตัวเขาเอง ความจริงที่ว่า เขารู้ดี รู้ว่าหลุมนั้นเกิดเมื่อไร และอะไรที่มันหายไปจากตัวเขา....

เขาลืมตา หัวเราะที่มุมปากเบาๆ
ความรัก สำหรับเขานะเหรอ ก็แค่คนแปลกหน้า ที่เดินสวนกัน และไม่มีวันจะเอ่ยคำทักทาย...

Thursday, June 17, 2010

The Old Man And The Sea..by Ernest Helmingway


เรื่องราวของชาวประมงแก่ที่ไม่ยอมจำนนต่อโชคชะตา ชายแก่ที่หัวใจยังคุกรุ่น และไม่เคยสัมผัสการยอมแพ้ The old man and the sea หนึ่งในผลงานคงกระพันของ Ernest Helmingway ถูกเขียนขึ้นในปี 1952 และยังคงได้รับการอ่านอย่างต่อเนื่องจากหนอนหนังสือทั่วโลกจนถึงปัจจุบัน

หลังจากไปยืนจดจ้องอยู่ที่ชั้นวางหนังสือของร้าน Borders อยู่ครึ่งชั่วโมง ก็ตัดสินใจหยิบเล่มนี้กลับบ้าน ด้วยเหตุผลเดียวว่า มันบางที่สุดในบรรดาหนังสือทั้งหลายของ Helmingway ที่วางขายอยู่ตอนนั้น ด้วยความกลัวว่า ชื่อ ernest Helmingway กวีอัจฉริยะแห่ง era อาจจะลึกซึ้งเสียจนความเข้าใจไปไม่ถึง หลังจากดองอยู่บนชั้นสักระยะ ก็ได้โอกาสหยิบมาอ่าน แล้วก็พบว่า ไม่ได้อ่านยากอย่างที่คิด แค่ระหว่างการนั่งเครื่องไปกลับไม่กี่ชั่วโมงก็ทำให้จบมันได้ไม่ยาก แถมทำให้การนั่งรอเครื่องกลายเป็นความหรรษา อยากจะต่อเวลาให้เครื่องบินดีเลย์ด้วยซํ้า

The old man and the sea เป็นวรรณกรรมที่เขียนขึ้นด้วยภาษาเรียบง่าย สั้นๆ ตรงไปตรงมา ไม่มีอะไรเยิ่นเย้อ หรือกำกวมให้ต้องตีความลึกซึ้ง แต่แต่ละบรรทัด กลับแฝงไว้ด้วยอารมณ์ ความหนักแน่น และดึงดูดให้ติดตาม บรรยายเรื่องราวการผจญภัยของชายแก่ในท้องทะเล ที่ไล่ล่าปลายักษ์อย่างไม่ยอมแพ้ เป็นหนังสือที่อ่านไม่ยากสำหรับคนที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษมาจากท้องแม่ (อย่างข้าพเจ้า เป็นต้น) ความอัจฉริยะของหนังสือเล่มนี้จึงไม่ใช่ความวิจิตร ลึกซึ้งของภาษา แต่เป็นความเรียบง่าย คมคาย ที่ทำให้เห็นว่า คำศัพท์ธรรมดา ในภาษาธรรมดา ก็ฟังดูเท่และให้พลังได้

"pick from shelves" มาแนะนำ ให้เป็นของยามว่างสำหรับคนที่นึกอยากรู้ว่า วรรณกรรมของศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ระดับโลกจะเป็นยังไง แต่ยังไม่อยากปวดหัว จนอ่านไปเปิด dictionary.com ไป (อาจจะต้องมีเปิดบ้าง ถ้าอยากรู้คำศัพท์เกี่ยวกับการประมง แต่ถึงไม่รู้ก็อ่านได้โดยไม่รำคาญใจ)


บางส่วนจาก The old man and the sea

“Every day is a new day. It is better to be lucky. But I would rather be exact. Then when luck comes you are ready…”

“Take a good rest, small bird. Then go in and take your chance like any man or bird or fish.”

“ Let him think I am more man than I am and I will be so.”

“ He was comfortable but suffering although he did not admit the suffering at all.”

“But man is not made for defeat” “A man can be destroyed but not defeat.”

ข้อความจาก (500) days of summer; “It is not a love story. It’s a story about love”

500 days of summer : เมื่อความรักถูกเล่าอีกครั้ง

ปกติเวลาที่ดูหนัง ประเภท รัก โรแมนติก ทั้งหลาย ถ้าไม่ต้องปาดน้ำหูน้ำตา ก็อาจจะยิ้มแก้มแตกเดินออกจากโรง แต่แค่เข้าห้องน้ำ ล้างมือ ก็เหมือนล้างความรู้สึกต่อหนังออกไป วิ่งแจ้นไปชอปปิ้งต่อ ทิ้งความซาบซึ้งประทับใจทั้งหลายไว้เพียงหน้าโรง เพราะอะไร ? เพราะหนังรักโรแมนติกส่วนมาก เป็นเรื่องราว ซาบซึ้ง ชวนฝัน ที่ไม่มีวันเกิดขึ้นจริง หรือถ้าจะเกิดก็เรียกว่า ความน่าจะเป็นต่ำเหมือนถูกรางวัลจากหวยบนดิน ความรู้สึกต่อหนังพวกนี้ จึงไม่อาจจะอินจับเข้าไปถึงใจ หรือแม้จะไปถึงแล้วก็ไม่ได้มีแรงมากพอ ที่จะตรึงอยู่ได้นาน..

แต่สำหรับ หนัง 500 days of summer ให้ความรู้สึกที่ต่างออกไป
ตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่มีภาวะยิ้มบานฉ่ำ และไม่มีบทเศร้าที่เรียกน้ำตาได้สักหยด (อย่างน้อยจากเรา) แต่สิ่งที่เกิดขึ้น คือรอยยิ้มเบาๆ เป็นรอยยิ้ม เดียวกับเวลา นึกถึงความทรงจำเก่าๆ ที่สวยงาม และความปั่นป่วนในช่องท้อง ที่เกิดขึ้นเวลานึกถึงความหลังอันเจ็บปวด

การจำลองโลกของหนัง ให้เหมือนโลกแห่งความเป็นจริง ที่ทุกคน ไม่ว่าใคร ต่างก็อาจจะเคยตกอยู่ในสถานการณ์ ของ Tom หรือ Summer ทำให้ความรู้สึกของตัวละครฝังอยู่ในความรู้สึกได้ยาวนาน อีกแง่หนึ่งคือ หนังเป็นเหมือน Time machine ที่พาให้ย้อนกลับไปมองประวัติศาสตร์ความรักที่ผ่านมาของตัวเอง ในมุมที่มีความคิดของอีกฝ่ายให้สัมผัส เป็นมุมที่ตอกย้ำให้เข้าใจ ในสิ่งที่เราอาจจะไม่เข้าใจในเวลานั้น

ฉาก ทอม เต้นรำ ร้องเพลง ไปตามถนน มองเผินๆ อาจดู เหมือน หนัง Musical แฟนตาซี ที่เกิน ชีวิตจริง แต่จริงๆ ไม่เป็นฉากที่เกินเลยเลย เพราะความรู้สึกของทอมก็ไม่ต่างอะไรกับความรู้สึกของคนที่นอนกอดโทรศัพท์ กลิ้งไปกลิ้งมา จ๊ะจ๋ากันข้ามคืน เป็นฉากที่ เรียกความทรงจำของความเบ่งบาน และความสุขของการตกหลุมรัก ที่ไม่ว่าจะผ่านความรู้สึกนี้มานานเท่าไร ฉากนี้ก็กระตุ้นหัวใจให้กลับไปสัมผัสอีกครั้ง

ในขณะที่ ความรักของทอมยังล้นปรี่ ซัมเมอร์กลับไม่มีความรู้สึกอะไรหลงเหลือ ความหวังของทอม ที่ฝันให้ความสัมพันธ์กลับมาเป็นเหมือนเดิม สวนทางกับความเป็นจริงสิ้นเชิง สิ่งหล่านี้ก็ ไม่ต่างอะไรกับโลกแห่งความเป็นจริง ที่บรรดาร่างจำลองของ ทอม ทั้งหลายต้องยกมือยอมรับว่าเคยผ่านมาแล้วทั้งนั้น ยิ่งเห็นสายตาเย็นชาของซัมเมอร์ ความรู้สึกจี๊ดๆ เข้าไปในช่องท้องก็กลับมาแบบไม่ต้องรู้ตัว

หลังจากดูหนังจบ มีข้อความและคำถามมากมายที่ถูกส่งเข้ามาในความคิด ไม่ว่าจะเป็นทัศนะคติ และรูปแบบของความรัก คำถามเรื่องความรักและโชคชะตา ในขณะที่หนัง มี Tom และ Summer ที่ รับบทบาทของตัวเอง แต่ในชีวิตจริง วันนึงเราอาจต้องเล่นเป็น ทอม ในขณะที่วันต่อมากลายเป็น ซัมเมอร์ สิ่งที่ทอมและซัมเมอร์บอกคือความรัก ไม่ใช่สิ่งตายตัว ไม่มีคำว่าผิดหรือถูก อาจจะเป็นเรื่องของโชคชะตาหรือไม่ใช่ ความรักอาจจะเป็นอะไรแบบไหนก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าเรากำลังเล่นเป็นใคร ในวันที่ เป็นทอม เราจะไม่มีวันเข้าใจว่า ทำไมความรักที่ให้ไปจึงไม่ได้รับการตอบแทน แต่เมื่อเราเป็นซัมเมอร์ เราจะเข้าใจว่า บางครั้งรักที่ได้ก็ไม่อาจเติมเต็มหัวใจที่ตามหา ถึงแม้หนังจะแสดงให้เห็นความเจ็บปวด บีบเค้น ที่ความรักสร้างกับทอม หรือ ความเย็นชาของซัมเมอร์ที่ไม่เห็นคุณค่าในความรัก แต่สุดท้าย หนังก็ไม่อาจปฏิเสธ ความสวยงามของความรัก เมื่อคนเย็นชาได้เติมเต็มสิ่งที่ตามหา และ กลับมาเชื่อในโชคชะตาแห่งความรัก ส่วนคนเจ็บปวด ได้เรียนรู้โลกความจริง และเริ่มต้นเยียวยาหัวใจด้วยความรักครั้งใหม่ ทอมและซัมเมอร์มีคำตอบที่ต่างกัน กับคำถามที่ว่า ความรักต้องออกไปตามหา หรือ รอให้ฟ้าส่งมา แต่จะสำคัญอะไร เพราะสุดท้ายไม่ว่าจะเชื่อแบบไหน ทั้งทอมและซัมเมอร์ก็พบข้อสรุปในความรักแบบเดียวกัน.

ขอให้รักบังเกิดในหัวใจที่ตามหา :)

--------------------------------------------------------------------------------------------------------

(500) days of Summer was written by Scott Neustadter and Michael H. Weber, directed by Marc Webb, produced by Mark Waters, and stars Joseph Gordon-Levitt and Zooey Deschane, released in US on August 7, 2009.