500 days of summer : เมื่อความรักถูกเล่าอีกครั้ง
ปกติเวลาที่ดูหนัง ประเภท รัก โรแมนติก ทั้งหลาย ถ้าไม่ต้องปาดน้ำหูน้ำตา ก็อาจจะยิ้มแก้มแตกเดินออกจากโรง แต่แค่เข้าห้องน้ำ ล้างมือ ก็เหมือนล้างความรู้สึกต่อหนังออกไป วิ่งแจ้นไปชอปปิ้งต่อ ทิ้งความซาบซึ้งประทับใจทั้งหลายไว้เพียงหน้าโรง เพราะอะไร ? เพราะหนังรักโรแมนติกส่วนมาก เป็นเรื่องราว ซาบซึ้ง ชวนฝัน ที่ไม่มีวันเกิดขึ้นจริง หรือถ้าจะเกิดก็เรียกว่า ความน่าจะเป็นต่ำเหมือนถูกรางวัลจากหวยบนดิน ความรู้สึกต่อหนังพวกนี้ จึงไม่อาจจะอินจับเข้าไปถึงใจ หรือแม้จะไปถึงแล้วก็ไม่ได้มีแรงมากพอ ที่จะตรึงอยู่ได้นาน..
แต่สำหรับ หนัง 500 days of summer ให้ความรู้สึกที่ต่างออกไป
ตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่มีภาวะยิ้มบานฉ่ำ และไม่มีบทเศร้าที่เรียกน้ำตาได้สักหยด (อย่างน้อยจากเรา) แต่สิ่งที่เกิดขึ้น คือรอยยิ้มเบาๆ เป็นรอยยิ้ม เดียวกับเวลา นึกถึงความทรงจำเก่าๆ ที่สวยงาม และความปั่นป่วนในช่องท้อง ที่เกิดขึ้นเวลานึกถึงความหลังอันเจ็บปวด
การจำลองโลกของหนัง ให้เหมือนโลกแห่งความเป็นจริง ที่ทุกคน ไม่ว่าใคร ต่างก็อาจจะเคยตกอยู่ในสถานการณ์ ของ Tom หรือ Summer ทำให้ความรู้สึกของตัวละครฝังอยู่ในความรู้สึกได้ยาวนาน อีกแง่หนึ่งคือ หนังเป็นเหมือน Time machine ที่พาให้ย้อนกลับไปมองประวัติศาสตร์ความรักที่ผ่านมาของตัวเอง ในมุมที่มีความคิดของอีกฝ่ายให้สัมผัส เป็นมุมที่ตอกย้ำให้เข้าใจ ในสิ่งที่เราอาจจะไม่เข้าใจในเวลานั้น
ฉาก ทอม เต้นรำ ร้องเพลง ไปตามถนน มองเผินๆ อาจดู เหมือน หนัง Musical แฟนตาซี ที่เกิน ชีวิตจริง แต่จริงๆ ไม่เป็นฉากที่เกินเลยเลย เพราะความรู้สึกของทอมก็ไม่ต่างอะไรกับความรู้สึกของคนที่นอนกอดโทรศัพท์ กลิ้งไปกลิ้งมา จ๊ะจ๋ากันข้ามคืน เป็นฉากที่ เรียกความทรงจำของความเบ่งบาน และความสุขของการตกหลุมรัก ที่ไม่ว่าจะผ่านความรู้สึกนี้มานานเท่าไร ฉากนี้ก็กระตุ้นหัวใจให้กลับไปสัมผัสอีกครั้ง
ในขณะที่ ความรักของทอมยังล้นปรี่ ซัมเมอร์กลับไม่มีความรู้สึกอะไรหลงเหลือ ความหวังของทอม ที่ฝันให้ความสัมพันธ์กลับมาเป็นเหมือนเดิม สวนทางกับความเป็นจริงสิ้นเชิง สิ่งหล่านี้ก็ ไม่ต่างอะไรกับโลกแห่งความเป็นจริง ที่บรรดาร่างจำลองของ ทอม ทั้งหลายต้องยกมือยอมรับว่าเคยผ่านมาแล้วทั้งนั้น ยิ่งเห็นสายตาเย็นชาของซัมเมอร์ ความรู้สึกจี๊ดๆ เข้าไปในช่องท้องก็กลับมาแบบไม่ต้องรู้ตัว
หลังจากดูหนังจบ มีข้อความและคำถามมากมายที่ถูกส่งเข้ามาในความคิด ไม่ว่าจะเป็นทัศนะคติ และรูปแบบของความรัก คำถามเรื่องความรักและโชคชะตา ในขณะที่หนัง มี Tom และ Summer ที่ รับบทบาทของตัวเอง แต่ในชีวิตจริง วันนึงเราอาจต้องเล่นเป็น ทอม ในขณะที่วันต่อมากลายเป็น ซัมเมอร์ สิ่งที่ทอมและซัมเมอร์บอกคือความรัก ไม่ใช่สิ่งตายตัว ไม่มีคำว่าผิดหรือถูก อาจจะเป็นเรื่องของโชคชะตาหรือไม่ใช่ ความรักอาจจะเป็นอะไรแบบไหนก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าเรากำลังเล่นเป็นใคร ในวันที่ เป็นทอม เราจะไม่มีวันเข้าใจว่า ทำไมความรักที่ให้ไปจึงไม่ได้รับการตอบแทน แต่เมื่อเราเป็นซัมเมอร์ เราจะเข้าใจว่า บางครั้งรักที่ได้ก็ไม่อาจเติมเต็มหัวใจที่ตามหา ถึงแม้หนังจะแสดงให้เห็นความเจ็บปวด บีบเค้น ที่ความรักสร้างกับทอม หรือ ความเย็นชาของซัมเมอร์ที่ไม่เห็นคุณค่าในความรัก แต่สุดท้าย หนังก็ไม่อาจปฏิเสธ ความสวยงามของความรัก เมื่อคนเย็นชาได้เติมเต็มสิ่งที่ตามหา และ กลับมาเชื่อในโชคชะตาแห่งความรัก ส่วนคนเจ็บปวด ได้เรียนรู้โลกความจริง และเริ่มต้นเยียวยาหัวใจด้วยความรักครั้งใหม่ ทอมและซัมเมอร์มีคำตอบที่ต่างกัน กับคำถามที่ว่า ความรักต้องออกไปตามหา หรือ รอให้ฟ้าส่งมา แต่จะสำคัญอะไร เพราะสุดท้ายไม่ว่าจะเชื่อแบบไหน ทั้งทอมและซัมเมอร์ก็พบข้อสรุปในความรักแบบเดียวกัน.
ขอให้รักบังเกิดในหัวใจที่ตามหา :)
--------------------------------------------------------------------------------------------------------
(500) days of Summer was written by Scott Neustadter and Michael H. Weber, directed by Marc Webb, produced by Mark Waters, and stars Joseph Gordon-Levitt and Zooey Deschane, released in US on August 7, 2009.
No comments:
Post a Comment